posttoday
‘วราลักษณ์ งามจิตรเจริญ’ คิดบวก&ทุกอย่างเป็นไปได้

‘วราลักษณ์ งามจิตรเจริญ’ คิดบวก&ทุกอย่างเป็นไปได้

17 สิงหาคม 2560

บงกชรัตน์ สร้อยทอง"วราลักษณ์ งามจิตรเจริญ" วัย 43 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น (ZIGA) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กประเภท Pre-zinc ถือเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวกันมาพี่น้อง 5 คน หลังธุรกิจเริ่มจากท่อร้อยสายไฟฟ้ารุ่นพ่อแม่ และคุณพ่อเห็นโอกาสทางธุรกิจท่อโค้งญี่ปุ่น จนสร้างเครื่องจักรขึ้นมาเองเสร็จและต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

บงกชรัตน์ สร้อยทอง

"วราลักษณ์ งามจิตรเจริญ" วัย 43 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น (ZIGA) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กประเภท Pre-zinc ถือเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวกันมาพี่น้อง 5 คน หลังธุรกิจเริ่มจากท่อร้อยสายไฟฟ้ารุ่นพ่อแม่ และคุณพ่อเห็นโอกาสทางธุรกิจท่อโค้งญี่ปุ่น จนสร้างเครื่องจักรขึ้นมาเองเสร็จและต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

แต่ด้วยการบริหารงานของคุณพ่อที่ดูให้เกิดการผลิตแต่บริหารงานผิดพลาด มีรูรั่วจนป็นหนี้ก้อนโต และคุณแม่ที่เดิมเป็นเพียงแม่บ้านจบชั้น ป.4 ต้องขึ้นมาดูแลธุรกิจครอบครัว ทำให้ลูกทั้ง 5 คนได้สัมผัสวิกฤตชีวิตและวิกฤตบริษัทพร้อมกัน เพราะมาพร้อมหนี้สิน จนน้องคนที่ 2 ซึ่งก็คือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนปัจจุบันต้องมาช่วยครอบครัวก่อน

วิกฤตแรก คือไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจที่เพียงพอ มีรายได้มีกำไรเข้ามาแต่ไม่มีเงินทุนหมุนเวียน ยืมเงินญาติ จนต้องไปกู้เงินหรือหมุนเงินจากบัตรเครดิต ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะยิ่งขายของได้แต่ก็ยิ่งเป็นหนี้และได้กำไรน้อย แม้จะเริ่มเช่าโรงงานในการผลิตเหล็ก แต่ก็ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ได้

วิกฤตที่สอง คือ เศรษฐกิจ 2540 ที่สอนให้ต้องปรับตัว เพราะคิดแต่เรื่องอุตสาหกรรมที่ผลิตให้ได้เยอะ แต่ขายของออกลำบาก และที่ผ่านมาไม่เคยคิดถึงมาตรฐานหรือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก อาศัยตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่รายเดียวมากเกินไป เมื่อไปซื้อคนอื่น ทำให้ตัดสินใจเดินเข้ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อเตรียมฟื้นบริษัทให้ได้ นั่นคือสิ่งที่พี่น้อง 5 คนพูดกัน ซึ่งทำให้รู้จักทำแผนธุรกิจ การวางแผนทรัพยากรบุคคล ห่วงโซ่การทำธุรกิจ การวางแผนธุรกิจ

จนเริ่มตั้งหลักได้คุณแม่ก็เริ่มป่วยเป็นมะเร็งเหมือนคุณพ่อ น้องสาวต้องมาดูแลระบบหลังบ้านและบุกตลาดต่างประเทศ และทุกคนมองว่าหนทางการทำงานหลัก คือ "การหาตลาดที่เพิ่มมูลค่าเหล็ก" จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้ว พี่น้องทั้ง 5 คนก็มีความสามารถและความถนัดที่แตกต่างกัน และทำงานด้วยกันอย่างมืออาชีพได้

ในที่สุดปี 2553 ก็สามารถผลิตและจำหน่ายเหล็กพิเศษที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นแบรนด์ของตัวเองชื่อ "ZIGA" ที่สามารถป้องกันสนิมได้ดีทั้งภายในและภายนอก ไม่ต้องใช้วิธีทากันสนิม เป็นเหล็กที่สร้างถึงการใช้งานใหม่ ดังนั้นอนาคตจะบุกและคิดสินค้ามารองรับการกัดกร่อนอีกหลายอย่าง เช่น จังหวะที่ติดชายทะเล ซึ่งสามารถตอบสนองนโยบายขององค์กรที่ต้องการผลิตเหล็ก "Bestter Cheaper Faster" คือมีนวัตกรรมทั้งกระบวนการและสินค้า การช่วยลดเวลา และต้นทุนในการดำเนินงานของธุรกิจ จนปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้สินค้านี้เป็นตลาดเฉพาะด้านถึง 90%

นอกจากนั้น บริษัทยังร่วมโครงการกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าเพิ่มคุณค่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดสินค้าใหม่ คือ ร้านค้าสำเร็จรูปแบบโมดูลาร์ I-Retail ที่เกิดจากการก่อสร้างจากเหล็ก ZIGA ซึ่งแม้จะมีการขายสินค้าให้กับร้านกาแฟพรีเมียมอินทนิลของบางจากแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ถึงวันนี้บริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าเอสเอ็มอีของครอบครัวที่เจอวิกฤตหลายอย่างจะเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมาทุกคนพี่น้องเปิดกว้างที่เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรง หรือจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพราะทุกคนไม่มีเวลาไปเรียนต่อ ปริญญาโทได้ เพราะต้องมาช่วยบริหารบริษัทตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตัวเองมีอยู่

หลักการทำงาน 20 ปีของบริษัทที่ทุกคนช่วยกัน เพราะมีความจนและความลำบากตั้งแต่เด็ก ทำให้เห็นว่าควรมี "ระบบ" และ "มาตรฐาน" เข้ามาช่วยในการทำงานโดยใช้ระบบไอที พร้อมกับการวางระบบสินค้าในหลักเดียวกับซีพีออลล์ เพราะฉะนั้นจะทำให้เห็นต้นทุน การบริหารงาน และการเคลื่อนไหวของเงินทุนหมุนเวียนที่ดีมากขึ้น ปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงินต่างประเทศ ดูเรื่องสต๊อกสินค้า และการใช้ไอทีจับก็ทำให้กลายเป็นองค์กรที่พร้อมยืดหยุ่น และต้องเป็นองค์กรที่ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงในโลกที่เปลี่ยนไป

นอกจากนั้น ทุกคนพร้อมที่จะ "คิดนอกกรอบ" และมองว่า "การแก้ไขปัญหาหรือการตอบโจทย์ของลูกค้าจะทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นเสมอ" และทำให้เป็นนโยบายว่าจากนี้ไปจะไม่ผลิตอะไรที่ไม่เพิ่มมูลค่า ต้องคิดสิ่งที่จะช่วยต่อยอด เพิ่มคุณค่า สร้างความแตกต่าง และทางเลือกใหม่ให้ผู้ใช้ให้ได้

หลักการทำงานธุรกิจที่พื้นฐานจากระบบครอบครัว คือ แม้ผู้บริหารจะเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน แต่ก็ต้องทำงานแบบมืออาชีพ มีระบบการบริหารชัดเจน ทุกอย่างคุยกันด้วยเหตุผล และทุกคนต้องเคารพในกฎและกติกา การเข้า mai นอกจากจะสร้างสถานะการเงินเสริมแกร่งให้บริษัทแล้ว ยังช่วยเสริมความแกร่งในความสัมพันธ์ของครอบครัวด้วย

"การที่ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก 2 คน สิ่งสำคัญสุดสำหรับครอบครัว คือ "ความแข็งแกร่งของครอบครัว" เพราะทุกคนไม่อยากทะเลาะด้วยธุรกิจ การกำหนดบทบาทชัดเจนและเป็นมืออาชีพพอก็จะไม่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนำระบบมาจัดการ บริษัทและครอบครัวก็มีความยั่งยืนเช่นกัน

วราลักษณ์จบมาทางด้านนิเทศ ศาสตร์ แต่ต้องมาดูแลในเรื่องการลงมือการปฏิบัติจากน้องชายที่เป็นซีอีโอ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทำให้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และเป็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตจากแม่ที่ไม่เคยโทษโชคชะตาหรือฟ้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว แต่สิ่งที่แม่สอนไว้ให้มีทัศนคติเป็นบวกและมีความเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล