posttoday
พื้นฐานแน่น ศก.โลกฟื้นแกร่งรอบหลายปี

พื้นฐานแน่น ศก.โลกฟื้นแกร่งรอบหลายปี

16 สิงหาคม 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธ แม้สถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมในคาบสมุทรเกาหลีจะสร้างบรรยากาศตึงเครียดไปทั่วเอเชีย และกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่เป็นระยะๆ รวมถึงยังมีแรงเขย่าทางการเมืองจากนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐมาเป็นระลอก ทว่าหากดูจากข้อมูลพื้นฐานอาจเห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกในวันนี้กำลังดีขึ้น และอาจดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ว่าได้

นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้สถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมในคาบสมุทรเกาหลีจะสร้างบรรยากาศตึงเครียดไปทั่วเอเชีย และกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่เป็นระยะๆ รวมถึงยังมีแรงเขย่าทางการเมืองจากนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐมาเป็นระลอก ทว่าหากดูจากข้อมูลพื้นฐานอาจเห็นได้ว่า เศรษฐกิจโลกในวันนี้กำลังดีขึ้น และอาจดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ว่าได้

บรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายรายให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในวันนี้กำลังขยายตัวได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง หลังจาก ที่เติบโตได้เร็วที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งความแข็งแกร่งที่ว่านี้นำโดยการฟื้นตัวของ "ญี่ปุ่น" และ "ยูโรโซน" และการเติบโตที่แกร่งมากพอนั้น ส่วนหนึ่ง ยังเป็นเพราะการฟื้นตัวในขณะนี้ไม่ได้กระตุ้นเร่งเงินเฟ้อ หรือส่วนเกินอื่นๆ มากเกินไปจนอาจกลายเป็นเค้าลางความเสี่ยงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

เมื่อไล่ตั้งแต่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ไปจนถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และหน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ จะเห็น ได้ว่าหลายหน่วยงานเริ่มทยอยปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2017 และ 2018 กันไปตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 แล้วหลังจากที่เห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นและมีความต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ขณะที่ผลสำรวจ ความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดย บลูมเบิร์ก พบว่า ค่าเฉลี่ยของประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้จะ ขยายตัวที่ 3.4% และปีหน้าที่ 3.5% หรือเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากที่ เติบโตได้ 3.1% ในปีที่แล้ว

มอริส ออบสเฟลด์ หัวหน้า นักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า จากข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมมาจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวดีขึ้นกัน ในหลายประเทศมากที่สุดในรอบ 10 ปี นอกจากนี้เมื่อดูที่หัวใจหลักอย่าง "การค้าโลก" จะเห็นได้ว่ามีการ ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าโลกจะกลับมาขยายตัวเร็วแซงหน้าจีดีพีโลกในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

ในบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำการขับเคลื่อนนั้น กลุ่มประเทศยูโรโซน 19 ประเทศ นับว่าโดดเด่นอย่างมากในปีนี้จากการขยายตัวได้ 0.6% ในไตรมาส 2 และยังเป็นการเติบโตที่กระจายวงกว้าง ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงประเทศใหญ่ เช่น เยอรมนี เหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งในครั้งนี้ "เนเธอร์แลนด์" มีการเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ "อิตาลี" ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคนป่วยของยุโรปเมื่อครั้งวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะ ก็คาดว่าจะได้เห็นตัวเลขการเติบโต ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาเช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่งต้องยอมรับด้วย การที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวแบบ "หวือหวา" หรือร้อนแรงเกินไป และมีขึ้นพร้อมกับจังหวะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับต่ำนั้น ยังช่วยให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวเชื่องช้ากว่าที่คาด ซึ่งแม้จะพลาดเป้าเงินเฟ้อของธนาคารกลางหลายแห่ง แต่ก็ถือเป็นเรื่องดี เช่นกันที่ช่วยลดแรงกดดันไม่ให้ธนาคารกลางต่างๆ ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไปจนถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ซึ่งมีรายงานว่า มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี จะยังไม่รีบแถลงท่าทีเปลี่ยนนโยบายการเงินเป็นขาขึ้น ระหว่างการร่วมประชุมซิมโปเซียมที่แจ็คสันโฮล สหรัฐ ในสัปดาห์หน้านี้

ส่วนทางด้าน "ญี่ปุ่น" นั้น สามารถขยับจีดีพีให้ขยายตัวได้ถึง 4% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หรือสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศด้วยกัน (จี7) โดยนอกจากจะขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ที่ฟื้นตัวดีขึ้นหลายเดือนติดต่อกันจนถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ก็ยังมาจากการบริโภคภายในประเทศ โจทย์ยากที่สุดอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่เริ่มกระเตื้องขึ้นด้วยจนดันจีดีพีให้ขยายตัวได้ถึง 6 ไตรมาสติดต่อกัน

"เราเพิ่งเห็นผลที่ทำให้น่าเชื่อได้มากขึ้นว่า ความต้องการบริโภคภายในประเทศญี่ปุ่นได้ฟื้นตัวกลับมาแล้วจริงๆ" เคธี มิตสึอิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ญี่ปุ่นของโกลด์แมน แซคส์ กล่าว

ด้าน "สหรัฐ" นั้น แม้จะยังเต็มไปด้วยเค้าลางความวุ่นวายทางการเมืองและการที่ทรัมป์ไม่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้อย่างที่หาเสียงเอาไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังถือว่าอยู่ในระดับที่ฟื้นตัวดีขึ้นอยู่ อาทิ ตัวเลขค้าปลีกที่ถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐถึง 2 ใน 3 ขยายตัวขึ้น 0.6% ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา หรือดีกว่าคาดการณ์ที่ 0.4% ซึ่งธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ยังได้ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 3 เป็น 2.25% จากเดิมที่ คาดไว้ 1.75%

ขณะที่ฝั่งเอเชียยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตเอาไว้ได้ในช่วง ย่างเข้าสู่ไตรมาส 3 จากการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัว สะท้อนได้จากประเทศ ผู้ส่งออกหลายราย ซึ่งนอกจากญี่ปุ่น ที่การส่งออกขยายตัวได้ 13% ในเดือน ก.ค.แล้ว "เกาหลีใต้" ยังรายงาน ตัวเลขส่งออกขยายตัวได้ถึง 20% เช่นเดียวกัน ขณะที่ไอเอ็มเอฟเพิ่งปรับขึ้นคาดการณ์จีดีพีของจีนในปีนี้จากเดิม 6.2% ขึ้นเป็น 6.7% ไปหมาดๆ เช่นกัน

ทอร์สเทน สโลก หัวหน้า นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศของธนาคารดอยช์แบงก์ เชื่อว่ายังไม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่จะเป็นชนวนไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกรอบใหม่ขึ้น ได้ เช่นเดียวกับ มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ แอนาไลติกส์ ที่ระบุว่า ยังไม่มีอุปสรรครุนแรงอะไรที่ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในเวลานี้

หากจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นนั้น หลักๆ ก็อาจมาได้จากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองในเอเชีย โดยเฉพาะคาบสมุทรเกาหลีที่ยังมี แนวโน้มปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบั่นทอนเศรษฐกิจเอเชียใน ปีนี้ แม้ว่าที่สุดแล้วอาจจะเป็นเพียงสงครามน้ำลายที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ตาม และทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกยืดยาวต่อเนื่องไป รอพิสูจน์ความแข็งแกร่งกันอีกครั้งใน ปีหน้า ที่โลกจะเข้าสู่บททดสอบนโยบายการเงินขาขึ้นของจริงในที่สุด n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท