
เทคโนโลยีรถยนต์ แห่งอนาคต (1)
ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) Disruptive Technology หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการผลิตสินค้า จนเกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ส่งผลให้ตลาดของสินค้าและบริการที่ยังใช้เทคโนโลยีเดิมๆ หดตัวลง จนอาจถึงขั้นต้องหายไปจากตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ เทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปดิจิทัลที่เข้ามาแทนที่กล้องถ่ายรูปแบบเดิมที่ใช้ฟิล์ม ทำให้โกดัก ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่ของโลกต้องปิดกิจการ และเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ทันสมัยตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่ได้หลากหลายของแอปเปิ้ลและซัมซุง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายโทรศัพท์มือถือของโนเกียให้ลดลงจนขาดทุนในที่สุด
ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)
Disruptive Technology หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการผลิตสินค้า จนเกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ส่งผลให้ตลาดของสินค้าและบริการที่ยังใช้เทคโนโลยีเดิมๆ หดตัวลง จนอาจถึงขั้นต้องหายไปจากตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ เทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปดิจิทัลที่เข้ามาแทนที่กล้องถ่ายรูปแบบเดิมที่ใช้ฟิล์ม ทำให้โกดัก ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่ของโลกต้องปิดกิจการ และเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ทันสมัยตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่ได้หลากหลายของแอปเปิ้ลและซัมซุง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายโทรศัพท์มือถือของโนเกียให้ลดลงจนขาดทุนในที่สุด
แนวโน้มดังกล่าวทำให้หลายอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว หันมาคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและรักษาไว้ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวล้ำและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่ได้มากขึ้น จนเป็นที่คาดว่าจะก่อให้เกิด Disruptive Technology ในตลาดรถยนต์ในไม่ช้า สำหรับเทคโนโลยีรถยนต์ล้ำสมัยแห่งอนาคตที่น่าสนใจ มีดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนแทนน้ำมัน แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ รถยนต์ HEV (Hybrid Electric Vehicle) คือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันร่วมกับกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน จึงช่วยประหยัดน้ำมันเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก รถยนต์ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือรถยนต์ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์ HEV ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันร่วมกับกระแสไฟฟ้า มีจุดเด่นเหนือรถยนต์ HEV ที่สามารถประจุไฟฟ้า (Charge) จากภายนอกเข้าสู่แบตเตอรี่ในรถยนต์ได้
รถยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle) คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าเท่านั้น และสามารถประจุไฟฟ้าจากภายนอกได้ และรถยนต์ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) คือรถยนต์ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 4 ประเภทในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสำคัญของโลกตั้งอยู่ที่สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน
ขณะที่แบรนด์และรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม อาทิ Tesla Model S, BMW i3 และ Nissan LEAF ทั้งนี้ กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า อาทิ มาตรการจูงใจด้านภาษี ตลอดจนการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในการประจุไฟฟ้าในหลายประเทศ มีส่วนกระตุ้นให้ผู้ขับขี่รถยนต์หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ล่าสุด Bloomberg New Energy Finance (บริษัทวิจัยด้านพลังงานชั้นนำของโลก) คาดว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจะมีสัดส่วนราวร้อยละ 54 ของยอดจำหน่ายรถยนต์โลกในปี 2583 เทียบกับปี 2558 ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 โดยรถยนต์ไฟฟ้าประเภทที่คาดว่าจะได้รับความนิยม คือรถยนต์ PHEV และรถยนต์ BEV
รถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือรถยนต์ที่สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จึงมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเดินรถได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบแผนที่นำทาง (เนวิเกเตอร์) ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหา เส้นทางและตรวจสอบสภาพการจราจรในขณะนั้นได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยสร้างความบันเทิงและอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตให้แก่ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย อาทิ ระบบไว-ไฟ หรือบลูทูธ ในรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเพลง สั่งซื้อสินค้า จองโรงแรม หรือจองตั๋วภาพยนตร์ผ่านคอนโซลหน้ารถยนต์ ได้อย่างง่ายดาย n







