posttoday
แนวโน้มราคาน้ำมัน กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

แนวโน้มราคาน้ำมัน กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

14 สิงหาคม 2560

นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวางแผนกลยุทธ์บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่คนพูดถึงกันมากขึ้น และมีความสนใจเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น การประชุมของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่มโอเปก (Organization of the Petroleum Exporting Countries) หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวางแผนกลยุทธ์บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่คนพูดถึงกันมากขึ้น และมีความสนใจเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น การประชุมของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่มโอเปก (Organization of the Petroleum Exporting Countries) หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสบรรยายแบ่งปันความรู้ให้กับนักลงทุนสถาบันร่วมกับกลุ่ม ปตท. ที่จัดขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ ในหัวข้อเกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งของประเทศกาตาร์กับซาอุดิอาระเบียว่ามีผลต่อราคาน้ำมันอย่างไร โดยสรุปความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ปริมาณน้ำมันในโลกอยู่ในภาวะเกินความต้องการ ความกังวลใจ ที่ว่าน้ำมันจะมีไม่เพียงพอต่อการใช้ จึงไม่เกิดขึ้น เห็นได้จากปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศผู้บริโภคหลักอย่าง OECD (The Organization for Economic Co-operation and Development) ที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ อันเกิดจากช่วงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2558-2559) ทำให้ประเทศผู้ใช้น้ำมันทำการสำรองน้ำมันเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐอเมริกาซึ่งก้าวเข้ามาเป็น ผู้ผลิตรายใหญ่หลังการค้นพบเชลออยล์ ทำให้ความกังวลใจในการขาดแคลนน้ำมันลดลงไป แต่ในทางกลับกันตลาดมีความกังวลในเรื่องความร่วมมือของประเทศกาตาร์ที่อาจไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันตามที่ได้ตกลงไว้ในกลุ่มโอเปก ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มโอเปกได้ดำเนินการมาหลังจากความพยายามพูดคุยหาความร่วมมือหลายครั้งในปี 2559 ที่จะลดกำลังการผลิต และทำสำเร็จในการประชุมเดือน พ.ย. 2559 โดยการลดกำลังผลิตในครั้งนี้ (เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 และขยายเวลาถึง มี.ค. 2561) มีเป้าหมายใน 3 เรื่อง คือ ลดปริมาณสำรองน้ำมันในกลุ่มประเทศ OECD ให้ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2555-2559) ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และราคาซื้อขายล่วงหน้าต้องไม่เอื้อต่อการขายล่วงหน้าสำหรับผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐ

จากการดำเนินมาตรการในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่ากลุ่มโอเปกจะดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัด รวมทั้งความร่วมมือที่ได้จากประเทศนอกกลุ่มโอเปก เช่น รัสเซีย เป็นไปได้ด้วยดี แต่เป้าหมายใน 3 เรื่องก็ยังไม่บรรลุผล ปัจจัยสำคัญเกิดจากผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกที่ได้รับการยกเว้นอย่างไนจีเรียและลิเบีย ที่ผลิตเพิ่มขึ้นจากปัญหาความไม่สงบในประเทศที่เริ่มคลี่คลายลง อีกทั้งปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งผลิตใน Permian และ Eagle Ford ในรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเดิม ซึ่งได้รับผลดีจากการลดกำลังการผลิตของโอเปกที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียมีความพยายามอย่างมากในการผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จากแผนการนำบริษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือ Saudi Aramco เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำหรับสัดส่วนร้อยละ 5 ภายในกลางปี 2561 ซึ่งเป็นแผนงานสำคัญของ VISION 2030 ที่ซาอุดิอาระเบียจะปรับแผนการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลักและนำเงินทุนที่ได้ลงทุนในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีซึ่งเป็นธุรกิจต่อเนื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของประเทศ รวมทั้งการลงทุนในพลังงานทางเลือก การท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าของหุ้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และราคาหุ้นของ Saudi Aramco อาจถูกบั่นทอนด้วยลงในหลายเรื่อง เช่น การไม่เปิดเผยข้อมูลโดยเฉพาะสถานะทางการเงิน และปริมาณสำรองน้ำมันที่มี อีกทั้งการลงทุนของบริษัทที่อาจไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศมากกว่า เนื่องจากจำนวนหุ้นร้อยละ 95 เป็นของรัฐบาล รวมถึงการลงทุนในโครงการอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ดังนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงดูเหมือนเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะทำให้มูลค่าหุ้นของ Saudi Aramco เป็นไปตามที่ต้องการ นั่นหมายถึงมาตรการที่ซาอุดิอาระเบียจะทำเพิ่มเติมผ่านกลุ่มโอเปก เพื่อทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงก่อนที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า

สำหรับผลของมาตรการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก อาจจะเริ่มเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ เนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ส่งผลให้ปริมาณสำรองเริ่มปรับตัวลดลง และอาจเข้าสู่สมดุลในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในสหรัฐเพิ่มกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาด และกดดันราคาลงมาได้หากราคาน้ำมันยืนสูงกว่า 50 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกอาจมีเพิ่มเติมจากการคว่ำบาตรของสหรัฐกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างประเทศเวเนซุเอลา รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อราคาน้ำมันได้ในอนาคต และเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป

ผู้เขียนอยากเชิญชวนทุกท่านที่สนใจในเรื่องทิศทางราคาน้ำมันเข้าร่วมการสัมมนาประจำปีของกลุ่ม PRISM ซึ่งเป็นการรวมกันของนักวิเคราะห์ราคาน้ำมันในกลุ่ม ปตท. โดยจะจัดขึ้นทุกปี และในปีนี้จะมีจัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 13.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท