
กระทรวงอุตฯลุยตรวจ200โครงการนอกมาบตาพุด
กระทรวงอุตฯ เดินหน้าตรวจสอบโครงการนอกมาบตาพุด 200 โครงการที่ได้อีไอเอหลังปี 2550 ระบุเข้าข่ายกิจการรุนแรงเตรียมเพิกถอนใบอนุญาต
กระทรวงอุตฯ เดินหน้าตรวจสอบโครงการนอกมาบตาพุด 200 โครงการที่ได้อีไอเอหลังปี 2550 ระบุเข้าข่ายกิจการรุนแรงเตรียมเพิกถอนใบอนุญาต
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำลังรวบรวมข้อมูลส่งให้นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการที่อยู่นอกพื้นที่มาบบตาพุดประมาณ 200 โครงการ ที่ได้รับการอนุมัติการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่ามีเข้าข่ายกิจการรุนแรงจำนวนกี่โครงการ ซึ่งหากโครงการไหนเข้าข่ายกิจการรุนแรงจะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยข้อมูลทั้งหมดจะส่งให้นายชัยวุฒิได้ภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อให้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้
เบื้องต้นพบว่าโครงการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการดำเนินการและการก่อสร้าง ซึ่งแนวทางการพิจารณาว่าโครงการไหนจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงนั้นจะใช้วิธีเดียวกับการพิจารณา 76 โครงการในมาบตาพุด โดยใช้แนวทางคำพิพากาษของศาลปกครองกลาง รวมทั้งดูตามประกาศประเภทกิจการรุนแรงง 11 กิจการด้วย
อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงอุตสาหกรรมไปถอนใบอนุญาตก็ยังเป็นกังวลว่าผู้ประกอบการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะผู้ประกอบการก็ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนั้น รวมทั้งถ้าถูกถอนใบอนุญาตเอกชนอาจจะขอคุ้มครองในเรื่องที่ต้องหยุดกิจการได้ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการลงทุนในมาบตาพุดเป็นการดำเนินตามคำสั่งศาลปกครอง แต่ถ้าเป็นโครงการลงทุนนอกมาบตาพุดที่ถูกสั่งระงับอาจทำให้ผู้ประกอบการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐ เพราะผู้ประกอบการถือว่าได้ดำเนินการมาถูกต้องและได้ใบอนุญาตตามกฎหมายแล้ว
“ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่เข้าไปดูแล หากมีโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมก็อาจถูกฟ้องได้ว่าละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายมาตรการ 157 ได้ การทำงานหลังจากนี้จึงต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เราก็ต้องเดินหน้า แม้ว่าจะกระทบต่อการลงทุน”นายพุทธิพงษ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญ 2550 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตให้โครงการทั่วประเทศไปจำนวนมาก ซึ่งถ้าโครงการใดที่เข้าข่ายรุนแรงอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะได้ลงทุนและหาลูกค้าไว้แล้ว และผู้ประกอบการเห็นว่าใบอนุญาตที่ได้รับมาอย่างถูกต้องแล้วจะมีอะไรเป็นสิ่งบอกเหตุว่าใบอนุญาตที่ได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมายเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกใบอนุญาตก็ต้องมีความผิดด้วย เพราะเมื่อยังไม่มีประเภทกิจการรุนแรงตามกฎหมายแล้วทำไมถึงออกใบอนุญาตให้
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ตรวจสอบกิจการเหมืองแร่พบว่ามี 1 โครงการที่อาจเข้าข่ายกิจการรุนแรง คือ โครงการเหมืองแร่สังกะสีของบริษัทผาแดงอินดัสทรี ที่จังหวัดตาก ซึ่งผ่านอีไอเอเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2550 และได้ประทานบัตรวันที่ 8 เม.ย.2551 อายุประทานบัตร 15 ปี พื้นที่เหมือง 256 ไร่
นายประพัฒน์ วนาพิทักษ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการทั่วประเทศที่เข้าข่ายรุนแรงและถูกถอนใบอนุญาตจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนจะมีการพิจารณาอีกครั้ง โดยในช่วงที่ออกใบอนุญาตให้บางโครงการยังไม่มีประกาศกิจการรุนแรงจึงถือว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมออกใบอนุญาตถูกต้อง ซึ่งน่าจะเป็นมีเหตุผลในการโต้แย้งหากภาคเอกชนจะฟ้องร้องภาครัฐ และโครงการใดที่เข้าข่ายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
หากกรมโรงงานสั่งชะลอโครงการก็อาจทำให้ผู้ประกอบการร้องศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว โดยอาจจะขอคุ้มครอง 1 ปี เพื่อดำเนินการศึกษาอีไอเอและศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) ให้เสร็จ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้แต่ก็ขึ้นกับการพิจารณาของศาล







