
จีนแบกหนี้พุ่ง แลกแผ่อิทธิพล นอกบ้าน
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์การรุกคืบเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ ของเอกชนแดนมังกรกำลังเพิ่มความวิตกให้ทั้งสหรัฐและยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศเริ่มแสวงหาทางสกัดกลุ่มทุนจีน โดยเฉพาะการเข้ามาครอบครองภาคส่วนเทคโนโลยี เนื่องจากเกรงว่าในอนาคต องค์ความรู้ดังกล่าวจะตกไปอยู่ในมือของเอกชนจีนแทน และบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศ
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
การรุกคืบเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ ของเอกชนแดนมังกรกำลังเพิ่มความวิตกให้ทั้งสหรัฐและยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศเริ่มแสวงหาทางสกัดกลุ่มทุนจีน โดยเฉพาะการเข้ามาครอบครองภาคส่วนเทคโนโลยี เนื่องจากเกรงว่าในอนาคต องค์ความรู้ดังกล่าวจะตกไปอยู่ในมือของเอกชนจีนแทน และบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศ
ท่ามกลางความหวาดหวั่นของชาติตะวันตก การเดินหน้าแผ่อิทธิพลทางธุรกิจในต่างประเทศคือหนทางใหม่ของเอกชนจีนในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจและเศรษฐกิจ โดย ลิงก์เลเทอร์ส บริษัทที่ปรึกษากฎหมายสัญชาติอังกฤษ คาดการณ์ว่า เอกชนจีนจะใช้เงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 49 ล้านล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อและลงทุนในกิจการต่างชาติในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ พุ่งขึ้นถึง 70% จากเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่ 8.88 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 29 ล้านล้านบาท)
สาเหตุที่เอกชนจีนเข้าซื้อกิจการต่างชาติมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากแผนการ "เมด อิน ไชน่า 2025" ของจีน ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพื่อผลักดันการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ยกเครื่องการผลิตในประเทศ และหวังใช้ภาคส่วนเทคโนโลยีมาเป็นกลไกใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ
ทว่า การออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้นของเอกชนจีน เพื่อต้องการหาตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ต้องแลกมากับหนี้สินท่วมประเทศ จนก่อนหน้านี้ จีนต้องประกาศคุมเข้มการซื้อกิจการ ต่างชาติเพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคาร ปล่อยกู้กับภาคเอกชนมากเกินไป ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและเศรษฐกิจ
ความพยายามดังกล่าวของรัฐบาลจีน ประกอบด้วย การสั่งห้ามไม่ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) หรือห้ามควบรวมกิจการในต่างประเทศวงเงินสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) หากธุรกิจที่จะซื้อดังกล่าวไม่ได้สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีน
ขอบเขตการคุมเข้มที่ว่ายังครอบคลุมไปถึง 4 ยักษ์เอกชนจีน ได้แก่ บริษัท ต้าเหลียน วันดา บริษัท อันปัง อินชัวรันส์ กรุ๊ป บริษัท เอชเอ็นเอ กรุ๊ป และบริษัท ฝอซุน อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเหล่าผู้บริหารของทั้ง 4 บริษัทต้องเผชิญการสอบสวนของรัฐบาลจีนอย่างเข้มข้น ขณะที่จีน ยังสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นข้อมูล ต่อทางการเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ เพื่อซื้อกิจการในต่างประเทศของ กลุ่มบริษัทดังกล่าว โดยบลูมเบิร์กระบุว่า สัดส่วนการซื้อกิจการดังกล่าวของทั้ง 4 บริษัท คิดเป็น 14% ของการซื้อกิจการในต่างประเทศทั้งหมดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
แม้การเข้มงวดกรณีการซื้อกิจการในต่างชาติจะช่วยลดการดำเนินการดังกล่าวลงได้บ้าง โดยการควบรวมกิจการในต่างประเทศของเอกชนจีนในไตรมาสแรกที่ผ่านมาลดลง 85% ไปอยู่ที่ 1.25 หมื่นล้านบาท (ราว 4.3 แสนล้านบาท) ในปีนี้ จาก 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 แต่ท้ายที่สุดแล้ว เอกชนจีนก็สามารถแสวงหาแนวทางใหม่ในการสยายปีกออกนอกประเทศได้อยู่ดี
รอยเตอร์สรายงานว่า ล่าสุดนั้นการซื้อกิจการในประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง (One Belt, One Road) ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ทั้งหมด 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.09 ล้านล้านบาท) ใน 68 ประเทศ จาก 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.03 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016
ทั้งนี้ การซื้อธุรกิจต่างชาติในประเทศโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางนั้น ได้รับการอนุมัติง่ายกว่าดีลซื้อกิจการต่างชาติแบบปกติ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดริเริ่ม ของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมด้วยเพื่อระดมเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ 1.24 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ตามเป้าหมายของ สีจิ้นผิง
การที่เอกชนจีนยังมีช่อง "ช็อปปิ้ง" ธุรกิจต่างชาติได้ หมายความว่า ดีมานด์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะกระตุ้นการขยายตัว เห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจหลายรายการที่อ่อนแรงลง ไม่ว่าจะเป็นยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ที่ปรับขึ้น 10.4% ลดลงจาก 10.8% เมื่อเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งแม้จะยังขยายตัวเกินเลข 2 หลัก แต่ก็ตอกย้ำว่าดีมานด์ในประเทศจีนเริ่มแผ่ว หลังการนำเข้าสินค้าของจีนขยายตัว 11% ในเดือน ก.ค. แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว
ดีมานด์ในประเทศที่ลดลงบ่งชี้ว่า จีนยังไม่อาจฝากความหวังอย่างเต็มที่ไว้กับการบริโภคในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า ต้องการหันไปพึ่งการบริโภคและภาคธุรกิจบริการแทนการพึ่งภาคการผลิตเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตของจีนเองก็เริ่มอ่อนแรงลงเช่นกัน เห็นได้จากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. ที่ปรับขึ้น 6.4% ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. โดยรอยเตอร์สรายงานว่า กิจกรรมภาคการผลิตที่ยังคงขยายตัวอยู่ ได้แรงหนุนส่วนใหญ่มาจากการผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นถนนหรือรางรถไฟ ซึ่งทำให้ดีมานด์วัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น
แม้การชะลอตัวล่าสุดของจีน อาจไม่ได้นำไปสู่ภาวะฮาร์ดแลนดิ้งที่จะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็นับเป็นสัญญาณบอกว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจแดนมังกรคงไม่ได้พุ่งทะยานเหมือนในอดีต และการหวังพึ่งดีมานด์ในประเทศอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ทำให้สุดท้ายแล้ว จีนต้องยอมปล่อยให้ภาคธุรกิจกู้เงินออกไป ทำกิจการนอกบ้าน ท่ามกลางปัญหาหนี้สินที่ทับถมจีนหนักขึ้นทุกที
ล่าสุดนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า หนี้สินภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินของจีน จะปรับขึ้นเกิน 290% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ภายในปี 2022 เมื่อเทียบกับสัดส่วนที่ 235% เมื่อปี 2016 โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของไอเอ็มเอฟที่ 270%
ด้านไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า หลังช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 รัฐบาลจีนปล่อยกู้มากขึ้นกว่า 4 เท่า คิดเป็นจำนวนทั้งหมดที่ 28 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 931 ล้านล้านบาท) เมื่อสิ้นปี 2016
หนี้สินที่ยิ่งพอกพูนมากขึ้น ทำให้ไอเอ็มเอฟเตือนว่าจีนจะยิ่งเหลือช่องว่างทางการคลังน้อยลง ในการรับมือวิกฤตการเงินภายในประเทศ รวมถึงจัดการกับธนาคารเงา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญสร้างหนี้มหาศาลต่อเศรษฐกิจจีน
แม้ว่าไอเอ็มเอฟได้ปรับขึ้นคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจาก 6.2% ไปอยู่ที่ 6.7% ในปี 2017 แต่ปัจจัยหนุนการขยายตัวดังกล่าวล้วนมาจากการพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไอเอ็มเอฟระบุว่าเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินเชื่อ เพราะทำให้จีนต้องปล่อยกู้มากขึ้นหากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตยิ่งขึ้น
"ในปี 2008 จีนต้องปล่อยกู้ใหม่ 6.5 ล้านล้านหยวน (ราว 32 ล้านล้านบาท) ในการกระตุ้นให้จีดีพีขยายตัว 5 ล้านล้านหยวน (ราว 24 ล้านล้านบาท) แต่ในปี 2016 จีนต้องปล่อยกู้ใหม่ถึง 20 ล้านล้านหยวน (ราว 99 ล้านล้านบาท) เพื่อให้จีดีพีขยายตัวในสัดส่วนดังกล่าว" ไอเอ็มเอฟ ระบุ
การผงาดของธุรกิจจีนในต่างแดนจึงไม่ต่างกับดาบสองคม ที่แม้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมกับภาระหนี้สินที่จีนต้องแบกไว้มากขึ้นในอนาคต n







