
ดันไทยลงทุนแซงมาเลย์
บีโอไอตั้งเป้าปี 2561 ดันไทยลงทุนในอาเซียนอันดับ 2 รองสิงคโปร์ ผุดสำนักงานส่งเสริมลงทุนในเวียดนาม-อินโดฯ
บีโอไอตั้งเป้าปี 2561 ดันไทยลงทุนในอาเซียนอันดับ 2 รองสิงคโปร์ ผุดสำนักงานส่งเสริมลงทุนในเวียดนาม-อินโดฯ
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายในงานสัมมนา "ไทยแลนด์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสต์เม้นต์ ฟอร์รั่ม 2017" จัดโดยบีโอไอร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ในปี 2561 บีโอไอจะส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ตั้งเป้าสนับสนุนผู้ประกอบการมากกว่า 100 ราย จากปีนี้มีเป้าหมายส่งเสริมผู้ประกอบการออกไปลงทุนอย่างน้อย 80 ราย
สำหรับแนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับที่รัฐบาลอนุมัติให้จัดตั้งสำนักส่งเสริมลงทุนในประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซีย คาดว่าจะจัดตั้งได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2561 โดยจะทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่ออกไปนำร่องลงทุน จากนั้นจะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไปลงทุนตาม โดยบีโอไอตั้งเป้าหมายการจัดตั้งสำนักส่งเสริมฯ จะผลักดันให้ไทยขยับขึ้นเป็นประเทศที่ลงทุนในอาเซียนมากอันดับ 2 ปัจจุบันอยู่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย
"ประเทศที่บีโอไอจะเข้าไปตั้งสำนักส่งเสริมฯ ที่คาดว่าจะมีความคึกคัก ที่สุด คือ เวียดนาม เพราะมีผู้พัฒนา นิคมอุตสาหกรรมไทย 2 ราย คือ อมตะ และเหมราช เข้าไปลงทุนแล้ว ซึ่งจะมีเอกชนไทยตามไปอีกจำนวนมาก ซึ่งยังมีผู้ผลิตปลากระป๋องตราสามแม่ครัวเข้าไปลงทุนแล้ว ที่ชาวเวียดนามให้การตอบรับดีมาก ส่วนอินโดนีเซียมีกลุ่มไทยซัมมิท เข้าไปลงทุนชิ้นส่วนยานยนต์" นายโชคดี กล่าว
ขณะที่การลงทุนไทยในต่างประเทศปีนี้ คาดจะมีจำนวน 80 รายตามเป้าหมาย มูลค่าการลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าน้อยกว่าปี 2559 ที่ 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากปี ที่ผ่านมามีเอกชนรายใหญ่ออกไปลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก โดยภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ออกไปลงทุนมากที่สุดคิดเป็นเกือบ 50% ของมูลค่าลงทุนรวม
ทั้งนี้ มีมูลค่าอยู่ที่ 5,865 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นสิงคโปร์ 2,434 ล้านดอลลาร์ เวียดนาม 1,197 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 587 ล้านดอลลาร์ เมียนมา 525 ล้านดอลลาร์ ลาว 412 ล้านดอลลาร์ กัมพูชา 365 ล้านดอลลาร์ มาเลเซีย 216 ล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์ 125 ล้านดอลลาร์ อุตสาหกรรมไทยที่ออกไปลงทุน เช่น วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการค้าปลีกและค้าส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยตลาดในอาเซียนที่เอสเอ็มอีควรมุ่งลงทุนในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาเพราะยังต้องการสินค้าขั้นพื้นฐานที่การผลิตไม่ซับซ้อน
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการ ที่ต้องการไปลงทุนในอาเซียนต้อง เตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนระยะ ยาว เพื่อให้เข้าใจตลาดท้องถิ่น ขณะ เดียวกันธุรกิจควรมีสายป่านที่ยาว และ มีบริษัทแม่ที่ขายในไทยอยู่ก่อนแล้วเพื่อ ลดความเสี่ยง เนื่องจากกฎหมายของแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงบ่อย สิ่งสำคัญควรศึกษาตลาดของแต่ละประเทศที่จะไปลงทุนให้ดี เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในการยอมรับสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน







