
อาหารแปรรูปทรงตัว
กำไรกลุ่มส่งออกอาหารแปรรูปทรงตัว จีเอฟพีทีกำไรดีสุด ซีพีเอฟทรงตัว ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปกำไรลด
กำไรกลุ่มส่งออกอาหารแปรรูปทรงตัว จีเอฟพีทีกำไรดีสุด ซีพีเอฟทรงตัว ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปกำไรลด
กลุ่มอาหารแปรรูปแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2560 มีกำไรสุทธิรวมกัน 5,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้มีกำไร 11,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) ผู้ผลิตไก่แปรรูปมีกำไรดีที่สุดที่ 494 ล้านบาท เติบโต 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้มีกำไร 918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40%
รองลงมาคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่มีกำไรไตรมาส 2 ที่ 4,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้ มีกำไร 8,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ไตรมาส 2 มีกำไร 1,411 ล้านบาท ลดลง 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้มีกำไร 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%
นพ.อนันต์ ศิริมงคลเกษม ประธานกรรมการบริหาร GFPT ชี้แจงว่า กำไรไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นโดยสาเหตุหลัก จากรายได้จากการขายรวม 4,165 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ของธุรกิจเนื้อไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 13.43% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2559 อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอาหารสัตว์ ลดลง 10.60% และต้นทุนขายลดลงจากราคาวัตถุดิบหลักลดลง
กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2560 คิดเป็น 11.85% ของรายได้จากการขาย เพิ่มขึ้นจาก 9.76% ในไตรมาส 2 ปี 2559
กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายครึ่งแรกปีนี้ 8,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.17% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ของธุรกิจเนื้อไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 13.17%
ด้าน CPF ชี้แจงว่า ครึ่งปีแรกมียอดขาย 245,587 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% เป็นยอดขายจากกิจการในต่างประเทศ 64% ยอดขายจากกิจการประเทศไทยที่จำหน่ายในประเทศ 30% และยอดขายจากการส่งออก 6%
กิจการในต่างประเทศมีการเติบโต 16% โดยส่วนใหญ่มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน รัสเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงยอดขายจากกิจการในสหรัฐที่บริษัทได้เข้าซื้อในปลายปีที่ผ่านมา ส่วนกิจการในประเทศไทยมียอดขายเพิ่มขึ้น 2% โดยส่วนใหญ่มาจากการส่งออกที่ดีขึ้น
ความท้าทายหลักของการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีแรกปีนี้ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร คือ ภาวะสุกรล้นตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และประเทศไทย และรวมถึงผลกระทบทางบัญชีจากการบันทึกมูลค่าสุกรตามมาตรฐานบัญชีสินทรัพย์ชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้จากภาวะล้นตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นส่งผลให้ระดับราคาสุกรในเอเชียอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท จากผลการดำเนินงานของบริษัทงวดครึ่งแรกปีนี้







