
ณัฐทรินีย์ จิตเที่ยง บริหารเกษตรเป็น ‘ไม่จน’ ดอกผลมั่นคง
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ณัฐทรินีย์ จิตเที่ยง (น้องมะ) ผันจากอาชีพวิศวกรเงินเดือนหลายหมื่นบาท มาทำงานข้าราชการ ด้วยความมุ่งมั่นที่ว่าอยากตอบแทนคุณแผ่นดินและหาประสบการณ์ชีวิต รวมถึงใช้ความรู้ความสามารถให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะคนที่จะมารับราชการจะต้องมีการ "เสียสละ"
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ณัฐทรินีย์ จิตเที่ยง (น้องมะ) ผันจากอาชีพวิศวกรเงินเดือนหลายหมื่นบาท มาทำงานข้าราชการ ด้วยความมุ่งมั่นที่ว่าอยากตอบแทนคุณแผ่นดินและหาประสบการณ์ชีวิต รวมถึงใช้ความรู้ความสามารถให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะคนที่จะมารับราชการจะต้องมีการ "เสียสละ"
ปัจจุบัน "ณัฐทรินีย์" เป็นนักวิชาการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
"ณัฐทรินีย์" เรียนจบปริญญาโท สาขาจัดการอุตสาหกรรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เคยผ่านทั้งงานเป็นวิศวกรในโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นที่ปรึกษาโครงการต่างๆ มาแล้ว
ในระหว่างเรียนปริญญาโทนั้น "ณัฐทรินีย์" ได้บุกเบิกการทำการเกษตรของครอบครัว ทั้งสวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนผลไม้ โดยนำองค์ความรู้ไปใส่ในงานการเกษตร
"ความยากที่จะเปลี่ยนคือความคิดของพ่อแม่ หรือเกษตรกรที่เคยประกอบอาชีพการเกษตรมานานหลายปี เพราะเขาจะเชื่อในสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด มองว่าเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องอะไร ยิ่งทำให้เราต้องพยายามที่จะทำให้เห็นว่าการใส่ความรู้ ใส่นวัตกรรมการบริหารจัดการลงไป มันทำให้เห็นว่าผลผลิตการเกษตร ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ดีกว่าจริงๆ"
สิ่งสำคัญคือการคำนวณต้นทุนให้เป็น รู้จักตลาดว่าต้องการสินค้าอะไร และรู้ว่าจะต้องไปขายใคร
อย่างเช่นตอนนี้ อินทผลัมเป็นผลไม้ที่ได้ราคาดีและเป็นกระแสของการรักษาสุขภาพ ซึ่งเราแค่ ศึกษาหาความรู้ว่าพื้นที่ที่เรามีอยู่ควรปลูกพันธ์ุอะไรดีถึงจะเหมาะสม ตลาดอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนซื้อเราต้องหาให้เจอ ไม่ใช่ว่าใครบอกว่าปลูกอะไรดี ก็แห่ปลูกตามกันไป ก็ยิ่งทำให้ราคาตก
"อินทผลัมจะต้องปลูก 5-6 ปี ถึงเก็บผลได้ แต่เราก็จะปลูกต้นฝรั่งแซมไปด้วย ก็มีรายได้เสริมเข้ามาในช่วงที่อินทผลัมยังเติบโตไม่เต็มที่"
"ณัฐทรินีย์" บอกว่า ในสวนที่เธอดูแลบริหารจัดการอยู่นั้น มีการแบ่งสัดส่วนการเพาะปลูก มีทั้งต้นยางพารา ซึ่งสามารถกรีดยางมีรายได้เข้ามาทุกวัน ส่วนต้นปาล์มก็เก็บผลขายได้ทุก 15 วัน
นอกจากนี้ เธอยังได้แบ่งพื้นที่ที่จะปลูกผลไม้ มังคุด เงาะ และพื้นที่ที่เหลือระหว่างการปลูกยางก็ปลูกต้นฝรั่ง ก็ทำให้เรามีรายได้ทั้งปี
แม้ว่า "ณัฐทรินีย์" ไม่ได้จบการศึกษาด้านการเกษตร แต่จุดเริ่มต้นก็คือชอบการเกษตร และเป็นอาชีพพ่อแม่ ทำให้เธอสนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
อีกหนึ่งความฝันเธออยากจะทำ "สมาร์ท ฟาร์เมอร์" ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการปลูกพืช มีการติดตั้งเครื่องที่จะตรวจสอบ (มอนิเตอร์) ว่าดินขาดปุุ๋ยธาตุอะไร ก็จะมีสปริงเคลอร์ ใส่ปุ๋ย มีระบบควบคุมอุณหภูมิ และการให้น้ำ ซึ่งในต่างประเทศมีการทำระบบนี้กันแล้ว
ในที่สุดไทยก็จะต้องทำ เพื่อเดินก้าวสู่ "สมาร์ท ฟาร์เมอร์" อย่าไปคิดว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องทำไม่ได้
ณัฐทรินีย์ บอกว่า เร็วๆ นี้เธอจะเรียนต่อระดับปริญญาเอก โดยได้นำเสนอหัวข้อของวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ "สมาร์ทฟาร์เมอร์" ด้วย
ถึงแม้ระหว่างเรียนต่อระดับปริญญาเอกนั้น เธอก็ยังคิคว่าจะไม่ลาออกจากราชการ เพราะเชื่อมั่นว่าสามารถบริหารจัดการได้ และคงไม่ยากเกินไปที่จะทำสองอย่างที่ชอบไปด้วยพร้อมๆ กัน
ณัฐทรินีย์ บอกว่า การที่พลิกผันเข้ามารับราชการนั้น ก็อยากจะแชร์ความรู้และความสามารถและงานที่เธอทำนั้นก็ทำให้ได้รู้จักคนมากมาย มีการแลกเปลี่ยนความรู้ มองเห็นทิศทางและโอกาสทางธุรกิจ
สิ่งหนึ่งที่เธออยากจะให้มี คือการจัดตั้งเพจขึ้นมาเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
"ณัฐทรินีย์" ยกตัวอย่างว่า ขณะนี้มีผู้ผลิตสนใจที่จะทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรไทยแปรรูป
แม้ว่าผู้ผลิตนั้นมีแผนที่จะลงทุนปลูกสมุนไพร เองก็คงไม่เพียงพอ และต้องการที่จะให้เกษตรกร ในพื้นที่ใกล้เคียงปลูกสมุนไพร เพื่อที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบป้อนให้
แต่ยังขาดผู้ที่จะรวบรวม หรือทำแมตชิ่งให้ผู้ผลิตเจอกับเกษตรกร และปลูกสมุนไพรคุณภาพและชนิดตามที่ผู้ผลิตต้องการ
ถามถึงแนวคิดการลงทุนบริหารเงินของ "ณัฐทรินีย์" แม้ว่าเธอจะเป็นอิสลาม แต่ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดการลงทุนของเธอ
ณัฐทรินีย์ บอกว่า ตามหลักศาสนาอิสลามมีข้อกำหนดห้ามลงทุนเกี่ยวกับริบบา (Riba) หรือดอกเบี้ย และอิสลามก็สนับสนุนการลงทุน แต่การลงทุนนั้นต้องอยู่บนรากฐานในเรื่องฮาลาล
สไตล์การลงทุนของเธอนั้น จะลงทุนในสิ่งที่ชอบนั้นคือ "การเกษตร" และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีแต่มูลค่าเพิ่ม
แม้ว่าก่อนหน้านี้ เธอเคยลงทุน "เปิดร้านอาหาร" แต่มีข้อจำกัดว่าไกลที่ทำงานก็เลยตัดสินใจเลิกไป
ณัฐทรินีย์ บอกว่า จริงๆ แล้วตัวเองไม่เชี่ยวชาญการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่จะลงทุนซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย เพื่อเก็งกำไรหรือขายต่อ หรือปล่อยให้เช่า เพราะมองว่าการซื้อบ้านจะมีแต่ค่าเลื่อมลง บ้านก็จะเก่าลงทุกวัน และต้องมีค่าซ่อมแซม
ดังนั้น เธอบอกว่าจะชอบซื้อที่ดินที่ทำการเกษตรมาบ้างแล้ว เช่น สวนปาล์ม สวนยางพารา ที่เจ้าของเก่าคิดจะขายเราก็ไปซื้อต่อเขา และนำมาปรับปรุงพัฒนาก็สามารถที่จะสร้างรายได้บนที่ดิน เก็บกินได้ตลอดไป
"ถือว่าโชคดีที่เรามีโอกาสได้เรียนมาสูงๆ มีความรู้ ทำให้มีโอกาสนำความรู้ไปพัฒนาที่ดินการเกษตรของครอบครัว และทำการเกษตรที่เป็นที่ดินของตัวเอง ทำให้มีรายได้ของตัวเองในระหว่างที่ทำงานเป็นข้าราชการ
ไม่จำเป็นที่เราจะต้องลงมือทำเอง เพียงแต่ใช้แค่ความรู้การบริหารจัดการ เพราะเรามีผู้ช่วยที่เราจ้างให้ดูแลสวนได้
อีกมุมมองหนึ่งของ "ณัฐทรินีย์" บอกว่า การทำอาชีพเสริมควบคู่กับการรับราชการหรือทำงานประจำนั้น เราสามารถที่จะทำได้ หากไม่ได้เบียดเบียนเวลางาน
และคิดว่าควรที่จะมีอาชีพ เสริม เพราะต้องเข้าใจว่าอาชีพข้าราชการนั้นรายได้ไม่เท่าบริษัทเอกชนที่เคยทำต้อง "เสียสละ" มาก โดยเฉพาะคนเก่งๆ มีความสามารถที่จะช่วยการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า
เธอยังมีความเชื่อว่า อาชีพเกษตรกรถ้าบริหารจัดการดีๆ "ไม่จน"
ณัฐทรินีย์เชื่อมั่นอย่างนั้นและเธอก็ได้พิสูจน์มา แล้ว โดยทุกวันนี้รายได้จากการเกษตรของเธอได้ออกดอกออกผลและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินเดือนประจำมาก
และรายได้จากการเกษตร สิ่งนี้ล่ะที่ทำให้เธอสามารถที่จะรับราชการด้วยความทุ่มเทและเสียสละที่จะตอบแทนคุณแผ่นดินและทำเพื่อประเทศชาติบ้าง ตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9







