
ไทยพาณิชย์ชูโซลูชั่นธุรกิจ ดึงลูกค้ากว่า3แสนรายสู่ดิจิทัล
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์หลังจาก ภิมลภา สันติโชค ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด คอมเมอร์เชียล แบงก์กิ้ง โซลูชั่นส์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้ซุ่มพัฒนาบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของธุรกิจหลายประเภท มุ่งสู่การเป็นสังคมลดใช้เงินสด โดยตั้งเป้า 3 ปี หรือภายในปี 2563 ดึงลูกค้าธุรกิจทั้งหมดกว่า 3 แสนราย ใช้ระบบบริหารเงินรับ-จ่าย
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
หลังจาก ภิมลภา สันติโชค ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด คอมเมอร์เชียล แบงก์กิ้ง โซลูชั่นส์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้ซุ่มพัฒนาบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของธุรกิจหลายประเภท มุ่งสู่การเป็นสังคมลดใช้เงินสด โดยตั้งเป้า 3 ปี หรือภายในปี 2563 ดึงลูกค้าธุรกิจทั้งหมดกว่า 3 แสนราย ใช้ระบบบริหารเงินรับ-จ่าย
ภิมลภา กล่าวว่า ในช่วงเกือบ 6 เดือนที่เข้ามารับงาน ได้ทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ของ อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้เห็นผลเร็วกว่าปกติ 3 เท่า ซึ่งได้เร่งยกระดับแพลตฟอร์มชำระเงินเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าธุรกิจ ทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจรายใหญ่ ปรับปรุงฟีเจอร์การชำระเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจทุกเซ็กเมนต์
นอกจากนี้ ได้ยกเครื่องระบบ หลังบ้านเพื่อรองรับโซลูชั่นที่ช่วยลูกค้าบริหารเงินรับ-จ่าย โดยมีซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจครบวงจร (ERP) ช่วยตั้งแต่การรายงานยอดขาย จัดเก็บเป็นสถิติ สามารถวิเคราะห์การสั่งสต๊อกในวันถัดไป พร้อมกับมีระบบบัญชีอัตโนมัติให้เห็นรายได้ ต้นทุน กำไร และสภาพคล่อง ส่วนผู้ประกอบการที่ส่งออก- นำเข้าก็มีบริการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนให้ทราบอีกด้วย
อย่างไรก็ดี จะนำร่องลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจอาหารและท่องเที่ยวก่อน เพราะเป็นธุรกิจที่มีตลาดใหญ่ ต้นทุนการจัดการสูง และการแข่งขันสูง จากการสำรวจความต้องการของลูกค้า พบว่า ทุกรายพร้อมปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอย่างมาก เพราะช่วยให้ต้นทุนถูกลงและสะดวกมากขึ้น
เป้าหมายที่ต้องการให้ลูกค้าธุรกิจทั้งหมดใช้งานโซลูชั่นการจัดการธุรกิจ ภายในปี 2563 ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก ซึ่ง 3 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีคงเข้าไปมีบทบาทในธุรกิจทุกประเภทแล้ว ปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีลูกค้าธุรกิจประมาณ 3.6 แสนราย เป็นระดับธุรกิจขนาดใหญ่ ยอดขาย 500 ล้านบาทขึ้นไป กว่า 1 หมื่นราย และธุรกิจเอสเอ็มอี ยอดขายไม่เกิน 500 ล้านบาท ประมาณกว่า 3 แสนราย
ภิมลภา กล่าวว่า เฉพาะระบบชำระเงินเพื่อธุรกิจขณะนี้มีหลายประเภท ได้แก่ Business Net ช่องทางทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้ง โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 17% จากเมื่อต้นปีสอดคล้องกับการใช้บริการที่สาขาและการใช้เช็ค ลดลง 4% จากปกติที่มีการใช้เช็ค เฉลี่ย 20 ล้านฉบับ/ปี
นอกจากนี้ ยังมีพร้อมเพย์นิติบุคคลที่เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2560 เป็นต้นมา ปัจจุบันมียอดลงทะเบียน 6,000 ราย โดยตั้งเป้าให้ได้มากกว่า 2-3 หมื่นราย ภายในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกันกำลังพัฒนาระบบคิวอาร์โค้ด ซึ่งเป็นบริการที่เพิ่มเติมจากเครื่องรูดบัตร (อีดีซี) ที่ผนวกโซลูชั่นบริการในระบบหลังบ้านทุกอย่างช่วยจัดการบัญชีธุรกิจด้วย
ส่วนลูกค้าธุรกิจที่มีพนักงานมาก ธนาคารมีบริการระบบ Bulk Payroll ที่เป็นระบบการจัดการเงินเดือนพนักงานอัจฉริยะ อีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมให้ทั้งธุรกิจและลูกจ้าง เช่น กู้บ้านได้ดอกเบี้ยพิเศษ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของธนาคารในการให้บริการลูกค้าตลอดซัพพลายเชนจากรายใหญ่ไปสู่รายย่อย
ภิมลภา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างแผนงานระยะที่ 1 เน้นรุกขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุด จากนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ไปแนะนำลูกค้าต่อไป ตัววัดผลสำเร็จ คือ ต้องการเห็นลูกค้าทุกรายใช้งานแอพพลิเคชั่นเป็นประจำ (Active User)
"รายได้ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมลดลงแน่ แต่ธนาคารได้ประโยชน์จากการที่ได้ฐานลูกค้าเข้าระบบมากขึ้น จากการเปิดบัญชีทำให้ มีเงินฝากที่ต้นทุนต่ำสัดส่วนมากขึ้น และมีฐานข้อมูล (Data) ของลูกค้าในแต่ละกลุ่มผ่านพฤติกรรมการทำ ธุรกรรม ทำให้ธนาคารสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อหาบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้ามากที่สุด" ภิมลภา กล่าว







