posttoday
ก่อนจะถึงไทยแลนด์ 4.0

ก่อนจะถึงไทยแลนด์ 4.0

13 สิงหาคม 2560

สมชาย สกุลสุรรัตน์ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจสับสนข่าวเศรษฐกิจของไทยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้พ้นจุดต่ำสุดแล้วและกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะรายได้จากการส่งออกในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเพราะดีมานด์จากตลาดโลกเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐ ที่เห็นชัดๆ คือ การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสารพัดสีทั้งบนดินและใต้ดินที่ทำให้รถติดเวลานี้ และอาจทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมในเมืองเพิ่มขึ้น เพราะคนชานเมืองที่ทำงานอยู่ในเมืองหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจสับสนข่าวเศรษฐกิจของไทยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้พ้นจุดต่ำสุดแล้วและกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะรายได้จากการส่งออกในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเพราะดีมานด์จากตลาดโลกเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐ ที่เห็นชัดๆ คือ การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสารพัดสีทั้งบนดินและใต้ดินที่ทำให้รถติดเวลานี้ และอาจทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมในเมืองเพิ่มขึ้น เพราะคนชานเมืองที่ทำงานอยู่ในเมืองหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ส่วนอีกมุมหนึ่งก็ว่า การขยายตัวของตัวเลขการส่งออกในไตรมาสที่ ผ่านมาอาจเป็นการเพิ่มขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว และการเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น เพราะการซื้อขายทำกันเป็นเงินดอลลาร์ แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าแต่ผู้ส่งออก ไม่สามารถปรับราคาที่ขายเป็นดอลลาร์ได้ตาม เพราะจะทำให้สินค้าราคาแพงไม่สามารถแข่งขันได้ ท้ายที่สุดผู้ส่งออกต้องรับความเสียหายไว้เอง เพราะตลาดยังเป็นตลาดของผู้ซื้อ ส่วนการลงทุนภาครัฐ แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าการบริโภคส่วนบุคคลและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่เพิ่มขึ้น ความหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยโตขึ้นปีละ 5% หรือสูงกว่านั้นน่าจะมีความเป็นไปได้ยาก มีการพูดถึงทฤษฎีกบต้ม จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต

ที่ทำให้คนทั่วไปสับสน คือ เหตุผลสนับสนุนความเชื่อของคนที่เชื่อความเป็นไปได้ด้านใดด้านหนึ่งและนำตัวเลขที่สนับสนุนความเชื่อของตนมาอ้างอิงรายวัน ไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจพอที่จะสลายความสับสน จึงลงเอยว่า ความเชื่อด้านเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความเชื่อทางการเมือง คงต้องรอให้รัฐบาลสร้างความปรองดองให้สำเร็จก่อน จึงจะเห็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ผมเชื่อว่า ปัญหาหลักของประเทศอยู่ที่เรายังไม่สามารถก้าวพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่ทำให้ประเทศไม่สามารถสร้างผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้มีต้นทุนต่ำจนสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงงานต่ำกว่าและ ไม่สามารถสร้างสินค้าระดับสูงที่สามารถแบ่งปันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้

รัฐบาลเลือกที่จะให้ประเทศก้าวข้ามกับดักนี้ โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าไทยแลนด์ 4.0 จะสามารถผลิตสินค้าขั้นสูงแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น รวมทั้งจีน และอินเดียได้

คำถามคือ แล้วในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยเติบโตและประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีเงิน และเวลาเพียงพอที่จะปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและทำให้งานบางอย่างที่ทำอยู่ทันยุคทันสมัย ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคำตอบจากรัฐในประเด็นนี้มากกว่าโครงการเมกะโปรเจกต์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมีจำนวน ไม่มาก และมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ถ้ารัฐพยายามตอบโจทย์ที่ประชาชนอยากทราบได้กระชับและชัดเจน น่าจะทำให้ความสับสนถึงทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐเข้าใจง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ช่วยสร้างงานและส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ในช่วงก่อน 4.0 การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม การแก้ไขปัญหาความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานเผื่อแรงงานต่างด้าวย้ายคืนถิ่น เพราะเราเพิ่มความเข้มงวดจัดการปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่อาจทำให้ถูกปรับชั้นในธุรกิจการประมง แต่ทำให้ธุรกิจอื่นได้รับ ผลกระทบทางลบเพราะไม่มีคนทำงาน เช่น ร้านอาหารพวกสวนอาหาร สถานีบริการน้ำมัน หรือแม้แต่โรงงานเล็กโรงงานน้อยและคนงานก่อสร้างของผู้รับเหมารายเล็กๆ ที่ต้องเลิกดำเนินการและยอมมอบตัวไปเป็นลูกจ้างของผู้ประกอบการรายใหญ่

ส่วนปัญหาของความผันผวนด้านราคาของผลผลิตทางการเกษตรนี้ ความจริงเป็นปัญหาอมตะคู่บ้านคู่เมืองและแม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือในสหรัฐอเมริกา รัฐก็ยังจำเป็นต้องเข้าไปให้ความดูแล ช่วยเหลือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อลดซัพพลายและสร้างดีมานด์เมื่อผลผลิตเข้าสู่ตลาดเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า ส่วนการแก้ไขระยะยาว เช่น การทำโซนนิ่ง การแปรรูปทำเกษตรอุตสาหกรรม การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ฯลฯ นั้น เป็นสิ่งที่ควรจะพูดและทำในช่วงที่ยังไม่เกิดปัญหาที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน การพูดตอกย้ำแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวในเวลาที่เกษตรกรกำลังเดือดร้อนว่าไปแล้วเหมือนกับการซ้ำเติมความทุกข์ของคนที่อยู่ในภาวะที่ช่วยตนเองไม่ได้จากกลไกตลาดที่ เอื้อต่อผู้ที่ได้เปรียบทางสังคม

ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ถ้า ไม่ได้รับการแก้ไข ความหวังที่จะเห็นการบริโภคเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะความจริงคนไทยเป็นนักช็อปโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การที่คนไทยไม่ช็อปแปลความง่ายๆ ได้ว่า ไม่มีเงินจะช็อปเพราะมีหนี้สินที่ต้องจ่ายจนไม่มีเงินเหลือที่จะช็อป

จริงๆ แล้ว รัฐเคยใช้เงินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งและถ้าคำนวณเงินที่รัฐเพิ่มทุนสถาบันการเงินของรัฐที่เสียหายเพราะปล่อยหนี้เสีย (รายใหญ่) ก็น่าจะเป็นเม็ดเงินอีกหลายแสนล้านบาท ถ้าจะตัดใจใช้เงินอีกก้อนหนึ่งว่ากันว่าไม่เกิน 4-5 หมื่นล้านบาท ซื้อหนี้ทั้งระบบของเกษตรกรจากสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนเอามารวมกันไว้ แล้วให้เวลาปลอดคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสัก 10 ปี ก็น่าจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรที่ยากจนได้

และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สำรองไว้จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยในอีก 10 ปีข้างหน้า รัฐสามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันทำการเกษตร การแปรรูปผลผลิตการเกษตร และการสร้างสหกรณ์ออมทรัพย์ของกลุ่มขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างเกษตรกรของชาติต่อไปในอนาคต ถือว่าเป็นการปฏิรูปตามยุคตามสมัยได้โดยใช้เงิน ไม่มากและเห็นผลทันที

ทั้งหมดที่เขียนมาก็เป็นความฝันกลางวันกลางพายุของผู้เขียน ใครเห็นด้วยก็ขอบคุณ ใครไม่เห็นด้วย ไม่ว่ากันครับ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท