
ชาติตะวันตกกุมขมับ จีนหวังผงาดเทคโนโลยี
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ภายใต้นโยบาย "เมด อิน ไชน่า 2025" ของจีน ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพื่อผลักดันการผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้น จีนได้พยายามมองหา "ความรู้" (Khow-how) จากชาติตะวันตก ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ภายใต้นโยบาย "เมด อิน ไชน่า 2025" ของจีน ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพื่อผลักดันการผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้น จีนได้พยายามมองหา "ความรู้" (Khow-how) จากชาติตะวันตก ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
จีนดำเนินการหาความรู้ที่ต้องการผ่านการเข้าควบรวมกิจการบริษัทจากชาติตะวันตก หรือกำหนดให้ต่างชาติต้องร่วมทุนกับบริษัทจีนเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าถึงตลาดยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนได้
อย่างไรก็ตาม การพยายามหาความรู้ของจีนในครั้งนี้ สร้างความวิตกอย่างมากต่อชาติตะวันตกที่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดจีนหากไม่ร่วมทุนกับบริษัทจีน ส่งผลให้เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากฝั่งสหรัฐและยุโรปเพื่อปกป้องความสามารถการแข่งขันของเอกชนภายในประเทศ รวมถึงหาทางรักษาข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีเอาไว้
สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงโพลิติโกของสหรัฐและเอเอฟพี รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะใช้อำนาจมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 สั่งให้เปิดการสอบสวนจีนกรณีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และกรณีบังคับให้เอกชนสหรัฐต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับจีนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน
หากสหรัฐพบว่าจีนมีความผิดจริงตามกฎหมายดังกล่าว จะช่วยเปิดทางให้ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับจีน หรือประกาศมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ได้ โดยแม้กระบวนการสอบสวนอาจกินเวลาหลายเดือน แต่ก็เป็นการตอบรับความกังวลของเอกชนสหรัฐที่เกรงว่าจะต้องยอมแลกเทคโนโลยีที่ตัวเองมีอยู่กับการเข้าถึงตลาดจีน และยังสะท้อนความกังวลภายในรัฐบาลทรัมป์ด้วย
ไม่เพียงแต่รัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐเท่านั้นที่กังวลต่อเรื่องดังกล่าว ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา คณะกรรมการการลงทุนต่างชาติของสหรัฐ เข้าขวางไม่ให้ ฟูเจียน แกรนด์ ชิป อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ จากจีน เข้าซื้อกิจการเอ็กซ์ตรอน ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี ซึ่งมีทรัพย์สินในสหรัฐและสหรัฐยังเป็นลูกค้ารายใหญ่
การเข้าขวางในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงประเทศ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีบางส่วนของเอ็กซ์ตรอนใช้ภายในกองทัพของสหรัฐ
ด้านยุโรปเองก็เกิดความกังวลในลักษณะเดียวกัน โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เยอรมนีก้าวขึ้นมาเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ผลักดันกฎการกำกับดูแลใหม่ของประเทศเพื่อควบคุมการเข้าซื้อกิจการจากต่างชาติ ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลเยอรมนีสามารถเข้าไปขวางการเข้าซื้อกิจการได้ หากต้องสูญเสียเทคโนโลยีที่สำคัญของประเทศให้กับต่างชาติไปหลังการซื้อกิจการ ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาควบรวมกิจการยาวนานขึ้น
ความกังวลของเยอรมนีปะทุขึ้นในปี 2016 โดยบริษัท มิเดีย กรุ๊ป ผู้ผลิตเครื่องล้างจานและหม้อหุงข้าวจากจีน เข้าซื้อคูก้า ผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของประเทศ มูลค่า 4,500 ล้านยูโร (ราว 1.7 แสนล้านบาท) ซึ่ง กุนเธอร์ โอททินเกอร์ สมาชิกคณะกรรมาธิการดิจิทัลของสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า คูก้าเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสำคัญอย่างมากต่ออนาคตทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมยุโรปและนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี
จากข้อมูลของบลูมเบิร์กที่ติดตามการเข้าซื้อกิจการต่างชาติของจีน พบว่าในปี 2016 ที่ผ่านมา จีนเข้าไปลงทุนควบรวมกิจการต่างชาติทั่วโลกทำสถิติสูงถึง 2.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 ล้านล้านบาท) โดยเป็นการลงทุนในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแบรนด์สินค้าหรือเทคโนโลยี มากถึงราว 1.25 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4 ล้านล้านบาท)
การเข้าซื้อเหล่านั้นสร้างแรงกดดันให้กับยุโรป โดยในปัจจุบัน 13 ชาติจาก 28 ชาติสมาชิกอียู มีกลไกรัฐอย่างเป็นทางการในการเข้าขวางการเข้าซื้อกิจการจากต่างชาติ
ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ พร้อมด้วยอิตาลีและเยอรมนี เรียกร้องให้ยุโรปมีกลไกที่จะป้องกันการเข้าซื้อกิจการร่วมกันผ่านการจัดตั้งคณะกรรมาธิการคล้ายกับคณะกรรมการการลงทุนต่างชาติของสหรัฐ เพื่อให้เป็นหน่วยงานวิเคราะห์การเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะภาคส่วนสำคัญอย่างพลังงาน ธนาคาร และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของบริษัทจีนที่จะเข้ามาเอาความรู้ไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า การกำกับดูแลใหม่ดังกล่าวจะเพิ่มความร่วมมือของกลไกที่มีอยู่แล้วในแต่ละประเทศให้มากขึ้น และให้แต่ละประเทศมีมาตรฐานเดียวกันในการกำหนดการซื้อกิจการจากต่างชาติ รวมถึงอียูจะเข้มงวดกับการเข้าซื้อกิจการที่ได้รับเงินทุนจากอียูอีกด้วย
"ชาติตะวันตกกำลังสงสัยว่าจีนจะยอมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีนเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ผมคิดว่าจีนจะเข้าใจการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน" เฮอร์นัน คริสเตอร์นา หัวหน้าร่วมฝ่ายการควบรวมกิจการของเจพี มอร์แกน กล่าว
การเดินหน้าของอียูประจวบเหมาะกับช่วงเวลาเดียวกับที่จีนพยายามเข้าควบคุมเงินทุนไหลออกจากการเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติของจีน ซึ่งทำให้กลุ่มทุนจากจีนเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศได้ลดลง 37% จากปีก่อน อยู่ที่ราว 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปี 2017 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จีนเคยระบุว่าจะอนุญาตการเข้าซื้อกิจการที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย เมด อิน ไชน่า 2025
ขณะเดียวกัน แม้ยุโรปจะต้องการการค้ากับจีนอย่างเป็นธรรมและเสรีอย่างแท้จริง แต่มีเสียงสะท้อนจากภายในยุโรปว่า มาตรการดังกล่าวอาจจะขัดกับจุดยืนการต่อต้านการปกป้องการค้าของยุโรปได้ และอาจทำให้จีนตอบโต้ขัดขวางไม่ให้กิจการจากยุโรปเข้าไปซื้อกิจการได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และต้องจับตารายละเอียดของมาตรการป้องกันทุนจากจีนของยุโรป ซึ่งจะเปิดเผยออกมามากขึ้นในการแถลงการณ์ของ ฌอง-โคลด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) วันที่ 13 ก.ย.นี้ n







