
กังวลเกาหลีเหนือ
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-เกาหลีเหนือ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาต email: [email protected]
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-เกาหลีเหนือ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปพักไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตรสหรัฐ และเงินเยน
ทองคำไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 2 เดือน
ราคาพันธบัตร 10 ปีสหรัฐถีบตัวขึ้น ดึงบอนด์ยิลด์เหลือต่ำกว่า 2.2% ต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์
ความผันผวนของตลาดหุ้นโลกไต่สูงขึ้นอีกครั้ง แต่ประเมินว่าความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยไม่ลึก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดหุ้นไทยปีนี้ให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดหุ้นโลกมาก
ปีนี้ตลาดหุ้นโลกขึ้นมาแล้ว 12% ขณะที่หุ้นไทยขึ้นมาเพียง 2%
ความเสี่ยงจากแรงขายต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากขายหุ้นไปมากแล้วตลอดช่วงหลายปีก่อนหน้านี้
นอกจากนั้น สภาพคล่องในระบบการเงินไทยก็อยู่ในเกณฑ์สูง ทางเลือกในการลงทุนอื่นมีจำกัดในยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับฐานของตลาดจากความกังวลภายนอกจึงเป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม โดยเฉพาะในหุ้นที่กิจการไม่ผันผวน ยิ่งมีปันผลสม่ำเสมอก็ยิ่งดี
ปัญหาเกาหลีเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ ขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ผ่านมาได้ทุกที ที่สำคัญเราไม่ใช่สมรภูมิความขัดแย้งโดยตรง
ที่ควรให้ความสนใจมากกว่าคือผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน และแนวโน้มจากจุดนี้
จนถึง ณ วันศุกร์ที่ผ่านมา ผลประกอบการไตรมาส 2 บ้านเรา ยังคงด้อยกว่าตลาดหุ้นโลก
บริษัทในตลาดหุ้นนิวยอร์กรายงานกำไรดีเกินคาดถึงราว 70%
ของในยุโรปดีเกินคาดไปราว 50%
บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นหลักๆ กำไรดีขึ้นตามเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยขึ้นช้ากว่าที่เคยกังวล
มุมมองบวกต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะของประเทศหลักๆ นำไปสู่การปรับขึ้นประมาณการกำไรของบริษัทส่วนใหญ่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปลายปีก่อน และเป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นโลกไต่ขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายๆ ปี
ขณะที่ของบ้านเรา เท่าที่รายงานงบไตรมาส 2 ออกมาแล้ว ส่วนใหญ่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคาด กลุ่มที่ดีเกินคาดเป็นเพียงส่วนน้อย!
กำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า กระทบกำไรของกลุ่มที่พึ่งตลาดในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มค้าปลีก บริษัทส่วนใหญ่รายงานยอดขายสาขาเดิมติดลบ ไม่ว่าจะเป็น ซีพี ออลล์ (7-11) บริษัท สยามแมคโคร (MAKRO) บริษัท โรบินสัน (ROBINS) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท สยามโกลบอล (GLOBAL) เป็นต้น
ยอดการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศก็หดตัว 7% ในครึ่งปีแรก
กำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จะนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรและราคาหุ้นเป้าหมาย
หากย้อนกลับไปช่วงปลายปีก่อน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เคยมองบวกว่า ในปีนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นบ้านเรา จะรายงานกำไรโต 10% แต่ล่าสุดได้ทยอยปรับลดมุมมองเหลือโต ราว5%
จึงไม่แปลกที่ปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะดูไม่น่าสนใจในสายตาผู้ลงทุนต่างชาติ
ตลาดหุ้นไทยถูกตลาดหุ้นโลกทิ้งห่างกว่า 10% หลักๆ มาจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวค่อนข้างช้า เมื่อเทียบเคียงกับของภูมิภาคอื่น แถมมูลค่าตลาดหุ้นไทยเมื่อตอนต้นปีก็ไม่ถูกเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณบวก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การส่งออก รวมถึงความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และการเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจตะวันออก หรือ อีอีซี
ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีจากไตรมาส 4 ปีก่อนที่มีการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาบวกอ่อนๆ แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นขยายตัวดี
ภาคส่งออกได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
การที่ตลาดหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างในกรอบ 1,530-1,600 จุด มากว่า 7 เดือน ขณะที่กำไรปกติของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงขยายตัว ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนถึง 27% ตลาดหุ้นไทยจึงเริ่มดูไม่แพงเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน
ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ในปี 2561 จะเหลือ 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16 เท่า และถ่างค่าชดเชยความเสี่ยงจาการลงทุนในตลาดหุ้นที่วัดจาก Earnings Yield Gap เป็น 4.6% ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นไทยไม่แพง
อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ห่างจากเป้าหมายของธนาคารกลางหลักที่ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 2% ตลาดการเงินจึงปรับคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นช้ากว่าเคยคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปี
สรุปว่าปัญหาเกาหลีเหนืออาจถ่วงตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่หากปรับลงแรงๆ เช่น แถว 1,530 จุด มองเป็นโอกาสในการเลือกซื้อหุ้นรายตัว
ทั้งนี้ สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายหุ้นของธนชาตผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์
ดาวโหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK
พบกันใหม่สวัสดีครับ







