
อินโดนีเซียสนโมเดล ต้านโกงไทย (1)
อาทิตย์ที่แล้วผมได้รับเชิญจาก Center for International Private Enterprise (CIPE) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ
โดย...พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
อาทิตย์ที่แล้วผมได้รับเชิญจาก Center for International Private Enterprise (CIPE) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Thailand’s Private Sector Collection Action Coalition against Corruption หรือ CAC) ให้ไปช่วยเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการริเริ่มและขยายเครือข่ายธุรกิจสะอาดในภาคเอกชนไทยให้ตัวแทนจาก KPK (หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศอินโดนีเซีย คล้ายๆ กับ ป.ป.ช.ของไทย) หอการค้า สมาคมธุรกิจ และบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศอินโดนีเซียฟัง
ในรอบสองปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนเล่าถึงความก้าวหน้าของงานต่อต้านคอร์รัปชั่นของประเทศอินโดนีเซียในคอลัมน์นี้เอาไว้หลายครั้ง ผลงานของ KPK ในการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองทุจริตโดยไม่ละเว้นตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติการ ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบายระดับสูงในหลายๆ กรณีนั้น “โดนใจ” ประชาชนชาวอินโดนีเซีย ซึ่งสุดแสนจะเอือมระอากับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งรุนแรงไม่แพ้บ้านเรา ด้วยผลงานที่ “เข้าตา” ทำให้ KPK ได้รับแรงเชียร์และเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นแรงขับดันอย่างดีที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของ KPK
ถึงแม้ว่างานด้านปราบปรามของ KPK จะได้รับคำชมมากมาย แต่ด้านการป้องกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนของอินโดนีเซียยังไม่ค่อยมีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้สักเท่าไร ดังนั้นเมื่อ KPK เห็นความก้าวหน้าของโครงการ CAC ซึ่งสามารถรวมพลังของภาคเอกชนไทยได้อย่างเหนียวแน่นถึง 844 บริษัท ก็สนใจที่จะศึกษาโมเดลของ CAC เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนของอินโดนีเซียรวมตัวกันดำเนินการแบบ Collective Action ในลักษณะเดียวกับ CAC และได้ติดต่อประสานงานผ่านทาง CIPE เพื่อขอให้ CAC ไปช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
โครงการ CAC ได้ดำเนินการมาแล้วประมาณ 6 ปี และกำลังเป็นที่สนใจของหลายประเทศ เพราะรูปแบบของโครงการเปิดพื้นที่ให้บริษัทเอกชนสามารถร่วมแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศได้โดยสมัครใจ คือ เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ทำธุรกิจสะอาดที่ปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่นและการให้สินบน หลังเข้าร่วม บริษัทที่เข้าร่วม ต้องออกนโยบายและวางระบบควบคุมภายในบริษัทเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจ่ายสินบน หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น และต้องผ่านการสอบทาน จากผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก ว่าบริษัทมีการปฏิบัติจริงตามนโยบายและแนวปฏิบัติที่ได้วางไว้ และการสอบทานต้องเสร็จภายในเวลา 18 เดือน หลังการเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งบริษัทที่ผ่านการสอบทานจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโครงการ CAC ว่าเป็นบริษัทที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด
รูปแบบการมีส่วนร่วมดังกล่าว ทำให้บริษัทเอกชนสามารถช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศได้ โดยการสร้างธุรกิจสะอาดให้เกิดขึ้น เพราะประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงอย่างประเทศไทย การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการดำเนินงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำ บริษัทเอกชน และภาคประชาสังคม โดยในส่วนของบริษัทเอกชนนั้นมีบทบาทสำคัญมากในฐานะผู้ให้หรือผู้จ่ายสินบน ซึ่งถือเป็นฝั่งอุปทานของสมการคอร์รัปชั่น ถ้าบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ร่วมกันปฏิเสธไม่จ่ายสินบน ปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะทุเลาลงไปโดยปริยาย แต่ในเรื่องนี้บริษัทเอกชนแค่บริษัทเดียวหรือสองบริษัททำไม่ได้ ต้องมีบริษัทจำนวนมากพร้อมใจกันทำ เป็นแนวร่วมใหญ่ที่มีพลังเพื่อปฏิเสธการจ่ายสินบนในการทำธุรกิจ ซึ่งจะกดดันให้ฝั่งขารับหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการหรือฝ่ายการเมืองที่ทุจริตต้องเปลี่ยนพฤติกรรม
ความคืบหน้าของโครงการ CAC ถึงขณะนี้ต้องบอกว่าเป็นความสำเร็จของบริษัทเอกชนที่ต้องการสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ คือ ทำธุรกิจที่ปลอดการให้สินบนและคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากสำหรับสังคมไทยที่ให้สินบนกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมธุรกิจและวัฒนธรรมราชการ จนปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศเติบโตติดอันดับโลก และกำลังทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอยู่ขณะนี้
ในระหว่างการนำเสนอข้อมูลโดย CIPE และ CAC ที่ยาวเหยียดถึงเกือบสี่ชั่วโมงนั้น ผู้แทนจากทั้ง KPK และภาคเอกชนได้ให้ความสนใจอย่างมาก และยิงคำถามละเอียดยิบ เพื่อทำความเข้าใจกับการดำเนินงานของ CAC ในประเทศไทย และการปรับตัวของ CAC เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ จนสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างกว้างขวางและมั่นคง จนเป็นแบบอย่างให้กับประเทศในภูมิภาคได้อย่างทุกวันนี้ ซึ่งคำถามจากกลุ่มผู้ฟังชาวอินโดนีเซียพอจะรวมสรุปเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
1.CAC ทำอย่างไรถึงสามารถดึงบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมขบวนได้เป็นจำนวนมาก มีการให้แรงจูงใจอย่างไร
2.หากบริษัทเข้าร่วมโครงการแล้วถูกเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปติดต่อราชการเรียกสินบนจะมีวิธีการป้องกันตัวเองอย่างไร
3.หากบริษัทเข้าร่วมโครงการ แต่คู่แข่งไม่เข้าและทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจะทำอย่างไร
4.โมเดลของ CAC ที่ใช้การได้กับประเทศไทยจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศอินโดนีเซียได้ไหม
จริงๆ แล้วคำถามส่วนใหญ่ไม่ได้เแตกต่างจากคำถามที่ภาคเอกชนของไทยถาม เมื่อทีมงาน CAC ไปนำเสนอโครงการเพื่อชักชวนให้บริษัทหรือสมาคมในภาคธุรกิจของไทยมาร่วมเป็นแนวร่วมของ CAC ในบทความตอนหน้าผมจะเขียนถึงสิ่งที่ผมและตัวแทนจาก CIPE เล่าให้ผู้ฟังชาวอินโดนีเซียฟังอย่างย่อๆ ไล่ไปทีละประเด็นนะครับ







