posttoday
ทำกำไรจาก USD Futures

ทำกำไรจาก USD Futures

09 สิงหาคม 2560

ในสัปดาห์นี้มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งสินค้าใน TFEX นั่นก็คือ USD Futures ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐต่อบาท เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันในวันนี้ว่าจะซื้อขายดอลลาร์สหรัฐในอนาคต โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดตั้งแต่วันที่ทำสัญญา USD Futures แต่จะไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริงๆ เพราะใช้วิธีชำระด้วยเงินสด โดยคำนวณจากกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไปแทน

ในสัปดาห์นี้มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งสินค้าใน TFEX นั่นก็คือ USD Futures ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐต่อบาท เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันในวันนี้ว่าจะซื้อขายดอลลาร์สหรัฐในอนาคต โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดตั้งแต่วันที่ทำสัญญา USD Futures แต่จะไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริงๆ เพราะใช้วิธีชำระด้วยเงินสด โดยคำนวณจากกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไปแทน

จุดเด่นที่สำคัญของ USD Futures คือ มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายคล่องด้วยระบบออนไลน์ และผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่ในมือก็สามารถซื้อและขายได้ เพราะการชำระราคาและการวางหลักประกันเป็นสกุลเงินบาททั้งสิ้น สำหรับผู้ลงทุนที่มีการซื้อขายสัญญา เช่น Gold Futures หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศก็สามารถใช้ USD Futures เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อีก

สำหรับผู้ลงทุนที่หวังผลกำไรระยะสั้นนั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ผ่าน USD Futures ไม่ว่าจะคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนหรือแข็งค่าขึ้นในอนาคต โดยวันนี้จะขอยกตัวอย่าง 3 กลยุทธ์ที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ เก็งกำไรขาขึ้น (Going Long) เก็งกำไรขาลง (Going Short) เก็งกำไรจากส่วนต่างราคา (Spreads)

สำหรับกลยุทธ์ Going Long คือผู้ลงทุนคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นในอนาคต เช่น เปิดสถานะ Long USD Futures เดือน ก.ย. ที่ราคา 33.29 บาท/ดอลลาร์ จำนวน 10 สัญญา (1 สัญญา เท่ากับ 1,000 ดอลลาร์) เสมือนว่าผู้ลงทุนจะซื้อเงิน 1 หมื่นดอลลาร์ โดยในความจริงผู้ลงทุนจะต้องชำระเงิน 332,900 บาท แต่เนื่องจากเป็นการลงทุนในสัญญา Futures จึงใช้เพียงเงินหลักประกัน 4,180 บาท (หลักประกันขั้นต้น 418 บาท/สัญญา) หรือคิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 1% ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด หากในสัปดาห์ต่อมา USD Futures มีราคา 33.34 บาท/ดอลลาร์ ผู้ลงทุนสามารถขายเพื่อปิดสถานะและได้กำไรจากส่วนต่าง (33.44-33.29)x1,000x10 = 1,500 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 36%

ในกรณี Going Short คือผู้ลงทุนคาดว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในอนาคต สามารถเปิดสถานะ Short USD Futures เดือน ก.ย. ที่ราคา 33.28 บาท/ดอลลาร์ จำนวน 10 สัญญา และวางหลักประกัน 4,180 บาท หากในสัปดาห์ต่อมา USD Futures เดือน ก.ย. มีราคา 33.17 บาท/ดอลลาร์ ผู้ลงทุนสามารถซื้อเพื่อปิดสถานะและได้กำไรจากส่วนต่าง (33.28-33.17) x 1,000 x 10 = 1,100 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 26%

ตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้อ่านจะเห็นว่าการเปิดสถานะเพียงด้านใดด้านหนึ่ง Long หรือ Short แม้ว่ากำไรจะได้ไม่จำกัด แต่ความเสี่ยงคือขาดทุนได้ไม่จำกัดเช่นกัน (Naked Position) ซึ่งกลยุทธ์ทั้งสองนั้นจะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อทิศทางของค่าเงินนั้นชัดเจน

สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลกำไร โดยมีการจำกัดความเสี่ยง ขอแนะนำ Calendar Spread หรือการซื้อขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาระหว่างสัญญาที่หมดอายุไม่พร้อมกัน ซึ่งผู้ลงทุนจะสนใจแค่เพียงความสัมพันธ์ของราคาสินค้าอ้างอิงที่มีวันหมดอายุต่างกัน อันเกิดจาก Cost of Carry และ Demand/Supply ในตลาดแต่ละช่วงเวลาและมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาของสัญญาแต่ละเดือน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่าการทำ Naked Position โดยผู้ลงทุนจะมีการ Long และ Short พร้อมกัน (Systematic Risk Hedged) การขาดทุนในหนึ่งสัญญาจะถูกจำกัดไว้จากกำไรในอีกหนึ่งสัญญานั่นเอง ทั้งนี้ กลยุทธ์ Spread ยังใช้เงินลงทุนน้อยกว่าอีกด้วย โดยหลักประกันจะลดลงจาก 418 บาท/สัญญา เหลือเพียง 105 บาท/สัญญาเท่านั้น (เนื่องจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาจากการรวมกันของสองสัญญาที่มีทิศทางผลตอบแทนตรงกันข้ามกัน)

ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ Bull Spread คือการ Long สัญญาเดือนใกล้ และ Short สัญญาเดือนไกล เหมาะกับผู้ลงทุนที่คิดว่าค่าเงินดอลลาร์จะเพิ่มสูง (เงินบาท อ่อนค่า) ในระยะสั้น ราคาของสัญญาเดือนใกล้จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดือนไกล เช่น ผู้ลงทุนทำ Bull Spread 10 สัญญาของเดือน ก.ย. และ ธ.ค. โดยมีส่วนต่าง (Spread) ราคาที่ ลบ 0.08 จุด (ราคาขายสัญญาเดือนไกล-ราคาซื้อสัญญาเดือนใกล้) โดยวางหลักประกัน 1,050 บาท หากสัปดาห์ต่อมา Spread ของ ก.ย. และ ธ.ค. เป็น ลบ 0.02 (แคบเข้า) ผู้ลงทุนสามารถทำการล้างสถานะและทำกำไร 0.06 x 1,000 x 10 = 600 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 57%

ตรงกันข้าม หากเป็นกลยุทธ์ Bear Spread คือ Short สัญญาเดือนใกล้ และ Long สัญญาเดือนไกล เหมาะกับผู้ลงทุนที่คิดว่าค่าเงินดอลลาร์จะลดลง (เงินบาทแข็งค่า) ในระยะสั้น ราคาของสัญญาเดือนใกล้ลดลงเร็วกว่าเดือนไกล เช่นทำ Bear Spread 10 สัญญาของเดือน ก.ย. และ ธ.ค. ที่ Spread ลบ 0.04 หากสัปดาห์ต่อมา Spread เปลี่ยนเป็น ลบ 0.07 (ถ่างออก) ผู้ลงทุนสามารถทำการล้างสถานะและทำกำไร 0.03 x 1,000 x 10 = 300 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 29%

สุดท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับ USD Futures ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรระวังในเรื่องของสัญญา Futures ที่มีกำหนดอายุ และควรหมั่นตรวจสอบสถานะและหลักประกันเพื่อไม่ให้เกิด Call Margin ด้วย เพราะการลงทุนใน Futures นั้น แม้จะใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถรับผลตอบแทนที่สูงมากได้ ในทางกลับกันก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างมากได้เช่นเดียวกัน หากไม่มีการวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าไว้ สำหรับท่านที่สนใจการลงทุนในสัญญา USD Futures สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท