
เศรษฐศาสตร์แบบเมียนมา
กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าถึงรถติดในย่างกุ้ง ปัจจัยเกิดจากการปล่อยค่าเงินจ๊าดลอยตัวในวันที่ 2 เม.ย. 2555 จากเดิมที่รัฐบาลเมียนมาใช้มาตลอด 60-70 ปี คือ ค่าเงินจ๊าดเขย่งขาอยู่ คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/6.5 จ๊าด ในอัตรารัฐบาลประกาศใช้ แต่ในตลาดมืดกลับสูงกว่ามาก ในช่วงเดียวกันนั้น 1 ดอลลาร์/800 จ๊าด แล้วเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียว คือ 1 ดอลลาร์/820 จ๊าด
กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์
อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าถึงรถติดในย่างกุ้ง ปัจจัยเกิดจากการปล่อยค่าเงินจ๊าดลอยตัวในวันที่ 2 เม.ย. 2555 จากเดิมที่รัฐบาลเมียนมาใช้มาตลอด 60-70 ปี คือ ค่าเงินจ๊าดเขย่งขาอยู่ คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/6.5 จ๊าด ในอัตรารัฐบาลประกาศใช้ แต่ในตลาดมืดกลับสูงกว่ามาก ในช่วงเดียวกันนั้น 1 ดอลลาร์/800 จ๊าด แล้วเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียว คือ 1 ดอลลาร์/820 จ๊าด
ทันทีที่ผมเขียนลงไป ก็มีอาจารย์ที่สอนเศรษฐศาสตร์การเงินท่านหนึ่งส่งไลน์มาถามว่า นี่มันลดค่าเงินมากมายขนาดนี้ แล้วของนำเข้าราคาไม่แพงแย่หรือ? ต้องตอบว่า ที่นี่แม้จะปรับลดค่าเงินในยุคนั้น ประชาชนกลับดีใจ และตื่นเต้นกับการประกาศใช้กฎหมาย นั่นเป็นเพราะประเทศเมียนมาปิดประเทศมานาน พอมีประกาศดังกล่าวออกมา ประชาชนเริ่มเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสากลมากขึ้นนะครับ
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ และกระจ่างมากขึ้น ต้องเท้าความถึงแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์เมียนมาสักนิด ท่านผู้อ่านก็จะร้อง อ้อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง ในยุคที่เมียนมาโดนแซงชั่นต้องปิดประเทศ เมียนมาก็เดินนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องระมัดระวังตัวมาก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเมียนมาต่อไป เขาไม่ง้อเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เพราะง้อไปก็ไม่มีประโยชน์ เอาตัวรอดก่อน ดีกว่า ดังนั้นนโยบายของรัฐ คือ เก็บเงินจากนักลงทุนนักท่องเที่ยวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน
คนที่เคยจำได้ในช่วงก่อนหน้านี้ ประมาณ 10 ปี ใครก็ตามที่เคยเข้าไปเมียนมาต้องจำได้ว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศใช้นโยบายต่างชาติ ใครก็ตาม ต้องแลกเงิน Foreign Exchange Certificates (FEC) ที่สนามบินก่อน 400 ดอลลาร์ แล้วให้นำเงินที่เป็นแบงก์ FEC นี้ไปใช้จ่ายค่าอาหาร ค่าโรงแรมในประเทศเมียนมาได้เลย แต่ถ้าท่านใช้ไม่หมดก็ต้องนำไปแลกที่ตลาดมืดเอง ซึ่งผิดกฎหมาย แต่ถ้าท่านนำออกมาใช้ในต่างประเทศก็ไม่มีคนหรือธนาคารไหนในโลกนี้รับแลกเปลี่ยนให้ เป็นการการันตีว่าท่านเข้าเมียนมาอย่างน้อยเอาเงินมาให้เขา ขั้นต่ำ 400 ดอลลาร์แล้ว กฎเกณฑ์นี่ในอดีตประเทศจีนนำมาใช้ก่อน แต่หลังจากจีนเปิดประเทศ เติ้งเสี่ยวผิง ได้ประกาศยกเลิกไป แต่ที่เมียนมา ยังใช้ต่อ พวกเราชาวต่างชาติเลยเรียกมันว่า "กงเต๊กดอลลาร์" ต่อมาประมาณปี 2555 ก็ประกาศเลิกใช้ไปเหมือนกัน
ส่วนนโยบายเงินลงทุนที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 6.5 จ๊าด/1 ดอลลาร์ก็เช่นกัน เป็นการประกันว่าคุณได้จ่ายค่าส่วนต่างให้กับรัฐบาลไปแล้วเกือบ 130 เท่า เช่น ท่านลงทุนที่เมียนมา 1 ล้านดอลลาร์ ท่านต้องนำเงินโอน เข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 1 ล้าน แต่พอเข้าไปแล้วเงินในธนาคารของท่านมีเพียง 6.5 แสนจ๊าด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงในท้องตลาด มูลค่าเงินจ๊าดที่ท่านควรจะมี มันต้องมี 800 ล้านจ๊าด คิดดูว่าเงินท่านหายเข้าไปในรัฐบาลเมียนมาแล้ว 700 กว่าล้านจ๊าด แล้วจะทำกำไรอีกกี่สิบปีถึงจะได้กำไรส่วนที่หายไปคืนมาละครับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติยุคนั้นหายหมด เพราะทำมาค้าขายไม่ได้ครับ
ในขณะที่รัฐบาลเมียนมายุคนั้นเขาโดนแซงชั่นอยู่ ไม่ง้อการค้าการลงทุนจากต่างประเทศเลยเกิดอาการ "คุณจะตาย ฉันก็ไม่แคร์" พอถึงยุคปัจจุบันรัฐบาลเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลง ความสว่างไสวเริ่มเข้ามาปกคลุมเมียนมา ต่างชาติยกเลิกการแซงชั่น ประชาชนเขาจึงดีใจไงล่ะครับ







