
พิชิต อัคราทิตย์ หนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนลงทุน
เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตรกระทรวงคมนาคม ถือเป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีทั้งสิ้น 56 โครงการ รวมมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาท
เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
กระทรวงคมนาคม ถือเป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีทั้งสิ้น 56 โครงการ รวมมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาท
นอกจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการฯ เป็นหัวเรือหลัก ยังมี พิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยฯ ในฐานะนักการเงิน เข้ามาช่วยเติมเต็มบทบาทของกระทรวงหูกวางแห่งนี้ ในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
"ที่ผ่านมา งานหลักของกระทรวงคมนาคม เน้นการ กำกับดูแล เป็นผู้คุมกฎ อำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับคน สิ่งของ ขณะเดียวกันมีบทบาทในการเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการลงทุนระบบรถไฟ รางรถไฟฟ้า ซึ่งช่วง 4-5 ปีจากนี้ไป บทบาทของการเป็นผู้ประกอบการจะเพิ่มขึ้นมาก"
พิชิต เล่าถึงบทบาทของกระทรวงคมนาคม ซึ่ง 4-5 ปีจากนี้ บทบาทของการเป็นผู้ประกอบการจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น จากการรับผิดชอบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศ ภายใต้ งบประมาณกว่า 2.3 ล้านล้านบาท
โดยบทบาทการเป็นผู้ประกอบการของรัฐ ก็เหมือนธุรกิจทั่วไป ต้องมีการสร้าง (สินค้า) รักษา และทำลาย เมื่อลงในรายละเอียดต้องมีการวางแผนด้านการเงิน ที่จะต้องมีช่วงของการระดมทุน ลงทุน และคืนทุน
"การวางแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ จะต้องสร้างดุลยภาพในตัวเอง เช่น ถ้าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ เกิดความไม่สมดุล ระดมทุนไม่ได้ โอกาสที่จะคืนทุนก็ไม่มี งานประเภทนี้ที่ผมดูแลอยู่ และต้องเพิ่มทักษะให้กับคนในกระทรวง โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้"
โครงสร้างลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ โครงการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี รวมไปถึงการลงทุนโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ดอนเมือง และสนามบินในภูมิภาค จะต้องมี องค์ประกอบที่สมดุลทั้ง 3 ด้าน คือ การระดมทุน ลงทุน และคืนทุน
"การตัดสินใจรับหน้าที่ที่กระทรวงคมนาคมครั้งนี้ เพราะมองว่าจะสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ ในฐานะนักการเงินคนหนึ่ง เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะมีส่วน ช่วยผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จได้"
พิชิต กล่าวว่า ภารกิจในการปฏิรูปการรถไฟไทย มีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถไฟไทยมีศักยภาพสูงมาก มีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมายังบริหารจัดการไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างการบริหารที่ดินมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีรายได้ปีละ 2,400-2,500 ล้านบาท หากสามารถบริหารจัดการเทียบเท่าธุรกิจทั่วไป หรือสามารถเพิ่มรายได้อีก 3-4% จากปัจจุบันจะมีรายได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลขาดทุนจากการดำเนินกิจการได้
นี่จึงเป็นที่มา ช่วงที่นั่งเป็นประธานกรรมการ รฟท. ได้ริเริ่มแนวคิดในการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ รฟท.ขึ้นมา เพื่อบริหารสินทรัพย์ของรถไฟที่มีมหาศาล หากมีรายได้เพิ่ม ช่วยลดผลขาดทุน ปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น เขาเชื่อว่ากิจการรถไฟจะรอดได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถพัฒนาองค์กรรถไฟให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี รองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีข้างหน้านี้ได้ กิจการรถไฟไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
"การพัฒนากิจการรถไฟ มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลักดันโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าองค์กรไม่แข็งแรง จะไม่สามารถสร้างสมดุลในส่วนของการคืนทุนโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นองค์กรต้องแข็งแรงควบคู่กันไป" พิชิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม พิชิต กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงของ การระดมทุนเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในฐานะที่ เป็นผู้ประกอบการ ต้องทำสินค้าให้ดี ภาษาธุรกิจ เป็นช่วงของโปรดักต์ ดีไซน์ ถ้าทำไม่ดี ไม่มีใครซื้อ ซึ่ง รูปแบบการลงทุนในโครงการของรัฐ มีทั้งรัฐลงทุนเอง ระดมทุน หรือให้เอกชนร่วมลงทุน การออกแบบสินค้า ต้องสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทน เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ลงทุนสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ ดังนั้นรัฐต้องเข้าไปการันตี ผลตอบแทนระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถหาผู้ร่วมทุนได้เลย
เช่นเดียวกับโครงการลงทุน อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอีอีซีที่จะดึง นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามา รัฐในฐานะผู้ประกอบการ ต้องออกแบบสินค้าให้ดี บริหารความเสี่ยง ปรับปรุงกฎหมายให้เอกชนเข้าร่วมทุน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ และการันตีผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากออกแบบสินค้าดี จะสามารถดึงนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาได้ n







