
มิลล์คอนฯ ดึงสถาบันการเงินยุโรปร่วมทุน
บริษัทมิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) ระดมทุน 1,933 ล้านบาท ออกทั้งหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นบุริมสิทธิ เสนอขายนักลงทุนเฉพาะเจาะจงได้ราคาสูงกว่าตลาด
บริษัทมิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) ระดมทุน 1,933 ล้านบาท ออกทั้งหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นบุริมสิทธิ เสนอขายนักลงทุนเฉพาะเจาะจงได้ราคาสูงกว่าตลาด
คณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 804,450,424.40 บาท เป็น 1,062,723,352 บาท โดยออกหุ้นสามัญ จำนวนไม่เกิน 380,699,430 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิจำนวนไม่เกิน 264,982,889 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.40 บาท รวม105,993,155.60 บาท
ทั้งนี้ บริษัทฯแบ่งหุ้นจำนวน 218,750,000 หุ้น เสนอขายให้แก่ DEG - DEUTSHE INVESTITIONS -UNDENTWICKLUNGSGESELLSCHAFT MBH (DEG)ในราคาหุ้นละ 3.84 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 840 ล้านบาทและเพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ประเภท ก สัดส่วน1ต่อ1 จำนวนไม่เกิน133,963,030หุ้นรวมถึงการรองรับการปรับสิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิอันเนื่องมาจากการที่บริษัทจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญ ล่าสุดราคาหุ้น MILL ซื้อขายบริเวณ 2.72 บาท
สำหรับDEG ซึ่งเป็นสมาชิกของ KfW Bankengruppe เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเงินเพื่อการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนพัฒนาโครงการระยะยาวต่างๆรวมถึงการลงทุนในบริษัทเอกชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามายาว นานกว่า 45 ปี DEGมีนโยบายลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการทำกำไรและสนับสนุนการพัฒนาในทุกภาคธุรกิจตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต รวมไปถึงภาคการบริการ
ส่วนหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 264,982,889 หุ้น (ชนิดสะสมเงินปันผล) จะออกและเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนที่สนใจ ทั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ หุ้นบุริมสิทธิหมวด ก.จำนวน 164,982,889 หุ้นเสนอขายในราคา 4.20 บาท และ หุ้นบุริมสิทธิหมวด ข. จำนวน 100 ล้านหุ้น ในราคา 4 บาทต่อหุ้น
บริษัทเปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนใน BRP (บริษัทย่อย) โดย BRP จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในโครงการกรีนมิลล์ (Green MILL) ในวงเงินไม่เกิน 2,900 ล้านบาท ซึ่งโครงการได้เริ่มการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรบางส่วนไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2553 และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2555
โครงการ Green MILL มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อผลิต billet ทั้งระดับ commercial grade ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย และ billetระดับ special grade เพื่อสร้างสินค้าที่เป็น high value added ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าbillet อยู่ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงความขาดแคลนวัตถุดิบ จึงวางแผนลงทุนในโครงการนี้ขึ้น โดยประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทคือ ลดต้นทุนการผลิต ป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบขยายผลิตภัณฑ์สินค้าได้หลากหลายมากขึ้น ตรงตามความต้องการลูกค้ามากขึ้น และสามารถแข่งขันได้ในอนาคต นอกจากนี้บริษัทสามารถนำเศษเหล็ก (Scrap) มาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากเศษเหล็กได้คุ้มค่า







