posttoday
เผยผลสำรวจคนไทย จะไม่ทนการคอร์รัปชั่น

เผยผลสำรวจคนไทย จะไม่ทนการคอร์รัปชั่น

09 สิงหาคม 2560

อนัญญา มูลเพ็ญเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2560 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย ซึ่งได้ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,400 คนทั่วประเทศ ประจำเดือน มิ.ย. 2560 (สำรวจในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2560) ซึ่งปรากฏว่าดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศไทยล่าสุดปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53 ลดลงจากระดับ 55 ในการสำรวจครั้งก่อนหน้า ณ สิ้นปี 2559 (ก.ค.-ธ.ค. 2559) แต่หอการค้าไทยไม่ได้แสดงถึงความกังวลต่อการปรับตัวลดลงดังกล่าวมากนัก เนื่องจากการที่ดัชนียังอยู่เหนือกว่าระดับ 50 นั้นแสดงถึงการปรับปรุงด้านต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นยังอยู่ในเกณฑ์ดี

อนัญญา มูลเพ็ญ

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2560 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย ซึ่งได้ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,400 คนทั่วประเทศ ประจำเดือน มิ.ย. 2560 (สำรวจในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2560) ซึ่งปรากฏว่าดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศไทยล่าสุดปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53 ลดลงจากระดับ 55 ในการสำรวจครั้งก่อนหน้า ณ สิ้นปี 2559 (ก.ค.-ธ.ค. 2559) แต่หอการค้าไทยไม่ได้แสดงถึงความกังวลต่อการปรับตัวลดลงดังกล่าวมากนัก เนื่องจากการที่ดัชนียังอยู่เหนือกว่าระดับ 50 นั้นแสดงถึงการปรับปรุงด้านต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นยังอยู่ในเกณฑ์ดี

"เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์" อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การปรับตัวลดลงเล็กน้อยของดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นเนื่องจากประชาชนมีความกังวลต่อสถานการณ์คอร์รัปชั่นในระยะต่อไปที่กำลังจะมีการลงทุนของภาครัฐซึ่งจะมีการจัดซื้อจัดจ้างตามมามากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาเข้าไปรายละเอียดของผลสำรวจจะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยเฉพาะทัศนคติของประชาชนที่มีต่อการคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ ในการสำรวจได้แยกประเด็นการประเมินเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 สำรวจความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น พบว่าประชาชน 51% เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชั่นภาพรวมลดลง เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า ณ สิ้นปี 2559 ที่เห็นว่าปัญหาลดลง 48% แต่กลุ่มที่เห็นว่ามีปัญหาเพิ่มขึ้นก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเช่นกัน อยู่ที่ 35% จากเดิม 19% ส่วนกลุ่มที่ลดลงนั้นคือกลุ่มที่มองว่ามีปัญหาเท่าเดิม ที่ลดลงเหลือ 14% จากเดิม 33%

อย่างไรก็ตาม ประชาชนมองว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นมากที่สุดคือ ความไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ที่เข้ามามีอำนาจขาดความโปร่งใสตรวจสอบได้ยาก กฎหมายเปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจสูง ความล่าช้าและยุ่งยากในการดำเนินการของราชการ ส่วนรูปแบบของการทุจริตนั้นหลักๆ เป็นการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การให้สินบน การเอื้อประโยชน์แก่ญาติ การขู่กรรโชก และการใช้ช่องว่างทางกฎหมายแสวงหาประโยชน์

อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ส่วนที่ 2 เป็นการสำรวจทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น พบว่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องไกลตัวมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดสัดส่วนการไม่เห็นด้วยเพิ่มมาอยู่ที่ 96% จาก ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 95% และ 62% ในตอนเริ่มต้นสำรวจในปี 2553

ส่วนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ว่าการที่รัฐบาลทุจริตแต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95% จากการสำรวจครั้งก่อน 90% และจากปี 2553 ที่ 53% และจำนวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการให้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นสิ่งไม่เสียหาย ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 95% จาก 92% ในสิ้นปี 2559 และ 51% ในปี 2553 และยังพบว่าประชาชนเกลียดและทนทานต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.23 จาก 2.27 ณ สิ้นปี 2559 และระดับ 3.11 ในปี 2553

ส่วนที่ 3 มุมมองต่อประสิทธิภาพการต่อต้านการทุจริตของหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาสังคมนั้น ประชาชนมองว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 56% เพิ่มขึ้นจาก 45% ในปี 2559 และ 18% ในปี 2553 และแนวโน้มการมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันและต่อต้านการคอร์รัปชั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเประชาชนที่ยินดีมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 86% จากปี 2559 ที่ 85% และ 78% ในปี 2553

สำหรับประเด็นที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการโดยด่วนเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด มีมาตรฐานการลงโทษอย่างเด็ดขาด สนับสนุนให้เครือข่ายภาคธุรกิจประชาชนในการตรวจสอบ รวมถึงการสร้างจิตสำนึก จริยธรรมและค่านิยมความซื่อสัตย์

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า