posttoday
ทำอย่างไรดีกับข่าวการเมืองที่ชวนให้เครียด

ทำอย่างไรดีกับข่าวการเมืองที่ชวนให้เครียด

09 สิงหาคม 2560

โคทม อารียาช่วงนี้ผมรู้สึกเครียดไปกับข่าวการเมืองหลายข่าว สงสัยว่าผู้มีอำนาจเขาคิดอะไรกันแน่ จึงขอยกตัวอย่างบางข่าวมาเพื่อพยายามทำความเข้าใจ

โคทม อารียา

ช่วงนี้ผมรู้สึกเครียดไปกับข่าวการเมืองหลายข่าว สงสัยว่าผู้มีอำนาจเขาคิดอะไรกันแน่ จึงขอยกตัวอย่างบางข่าวมาเพื่อพยายามทำความเข้าใจ

ข่าวแรก คือ มติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. โดยกำหนดให้ผู้สมัคร สส.ในแต่ละเขต ซึ่งมีอยู่ 350 เขตทั่วประเทศนั้น จับฉลากเลือกเบอร์ของตนในเขตนั้นๆ ซึ่งมีผลทำให้ผู้สมัครพรรคเดียวกันที่สมัครในเขตต่างๆ จะมีเบอร์ที่ต่างกันไป ก่อนหน้านี้ ระบบเลือกตั้งของเราเป็นแบบผสม คือ มีทั้ง สส.แบ่งเขตกับ สส.บัญชีรายชื่อพรรค และเป็นแบบคู่ขนาน คือ สส.แบ่งเขต คือ ผู้สมัครที่ได้คะแนนมากกว่าเพื่อนในเขตเลือกตั้งนั้น ส่วน สส.บัญชีรายชื่อมีจำนวนที่เป็นไปตามสัดส่วนของคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ โดยผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หนึ่งเลือกผู้สมัครแบ่งเขต อีกใบเลือกพรรค แต่ระบบใหม่เป็นระบบผสมแบบสัดส่วนที่ทำให้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อไปผูกพันกับจำนวน สส.แบ่งเขต ดังนี้

จำนวน สส.รวม = จำนวน สส.แบ่งเขต+จำนวน สส.บัญชีรายชื่อ โดยที่จำนวนรวมนี้เป็นไปตามสัดส่วนคะแนนเสียงรวมทุกเขตของผู้สมัครแบ่งเขตของพรรคการเมืองนั้นๆ

ในระบบผสมแบบสัดส่วนที่เป็นระบบใหม่นี้ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้งใบเดียวเพื่อเลือก สส.แบ่งเขต และคะแนนนี้จะนำไปคำนวณจำนวน สส.รวมของสภาผู้แทนราษฎร คือ เลือกคนเท่ากับเลือกพรรคไปในตัว ทำให้ขาดเสรีภาพในการเลือก คนเลือกอาจอึดอัดหากชอบคนแต่ไม่ชอบพรรค หรือชอบพรรคแต่ไม่ชอบคน

สำหรับเบอร์ของผู้สมัครนั้น ในระบบผสมแบบคู่ขนานที่เคยใช้ แต่ละพรรคจะจับฉลากก่อนและเบอร์ที่ได้รับจะใช้เป็นเบอร์ของผู้สมัครแบ่งเขตทุกเขตสำหรับพรรคการเมืองนั้นๆ สำหรับระบบใหม่ที่กำลังออกกฎหมายอยู่นี้ มี ข้อเสนอที่เป็นทางเลือก ดังนี้

(ก) ผู้สมัครแบ่งเขตจับฉลากเลือกเบอร์ของตนในเขต โดยเบอร์จะไม่โยงกับพรรค

(ข) ผู้สมัครแบ่งเขตไม่ต้องมีเบอร์ ในบัตรเลือกตั้งจะมีชื่อและสัญลักษณ์พรรค

(ค) พรรคการเมืองที่ยื่นบัญชี รายชื่อจะจับฉลากเลือกเบอร์ของพรรคก่อน ผู้สมัครแบ่งเขตทุกเขตจะใช้เบอร์ของพรรค ผู้สมัครพรรคเดียวกันได้เบอร์เดียวกันทุกเขต

ข้อเสนอ (ก) เป็นของ กรธ.โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า วิธีนี้หวังให้ความสำคัญแก่บุคคลไม่ใช่แค่พรรคการเมือง ป้องกันการหว่านซื้อเสียงและการครหาว่าส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ยังได้ โดยประธาน กรธ.ให้สัมภาษณ์ว่า "จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขตเขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัครฯ จำหน้า จำชื่อผู้สมัครฯ ในพื้นที่ได้ทั้งเช้าค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้งต้องรู้ว่าไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่าใครเป็น ผู้สมัครฯ ในเขตของตน" สรุปก็คือที่ กรธ.มีข้อเสนอ (ก) ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองซื้อเสียงอย่างกว้างขวางทั้งประเทศแบบยกพรรค

ข้อเสนอ (ข) เป็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีสมมติฐานเช่นเดียวกับ กรธ.ว่า คนมีการศึกษาแล้ว อ่านชื่อออก ไม่ต้องใช้เบอร์แทนชื่อ และถ้ามีสัญลักษณ์พรรคประกบกับชื่อ ก็เป็นการชี้ชวนให้เลือกพรรคและส่งเสริมระบบพรรคอยู่ดี น่าสังเกตว่า อดีต สส.ของพรรคนี้มีบ้างที่สนับสนุนข้อเสนอ (ก) ด้วยเหตุผลว่าจะป้องกันการซื้อเสียงแบบทุ่มตลาด จะส่งเสริมบทบาทของ สส.แบ่งเขต และขจัดปัญหาเดิมที่คนสนใจว่าเลือกพรรคไหนแล้วได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี มีบ้างที่คัดค้านข้อเสนอ (ก) ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สับสนทั้งแก่ ผู้สมัครในการหาเสียงและแก่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ข้อเสนอ (ค) เป็นข้อเสนอของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลว่า ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และมีเจตนาที่สนับสนุนระบบพรรคการเมือง ในระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกาได้บัตรเดียวเพื่อเลือกทั้งพรรคทั้งคน ประชาชนจึงต้องพิจารณาทั้งตัวผู้สมัครและพรรคที่สังกัดพร้อมกันไป อาจต้องให้น้ำหนักแก่พรรคเป็นสำคัญด้วยซ้ำ ดังนั้น สมาชิกพรรคนี้จึงเชื่อว่าข้อเสนอ (ค) จะตอบโจทย์การเลือกตั้งแบบใหม่ได้ดีกว่า

ผมมีความเห็นว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการร้องเรียนว่ามีการซื้อเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะต้องซื้อทั้งประเทศ และผู้สมัครในลำดับต้นๆ ของบัญชี รายชื่อจะไม่ซื้อเสียงเพราะเชื่อว่าจะได้รับเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วนผู้สมัครระดับกลางๆ ของบัญชีรายชื่อคิดว่าถึงจะทุ่มเงินมากมายก็ไม่แน่ใจว่าตนจะได้รับเลือกตั้ง การซื้อเสียงจึงเกิดขึ้นแต่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพราะเป็นการลงทุนในเขตเดียวเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้งในเขตนั้น ส่วนระบบใหม่ที่ใช้บัตรใบเดียว บัตรนี้ใช้เลือกพรรคพร้อมกันไป โดยเอาคะแนนเสียงจากบัตรเหล่านี้มารวมกันทั้งประเทศเพื่อกำหนดจำนวน สส.ทั้งหมดของพรรค ผมจึงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ (ก) เพราะไม่เกิดประโยชน์ ไม่อำนวยความสะดวกในการจัดการเลือกตั้งและในการเชิญชวนให้เลือกพรรค และยิ่งทุกคะแนนเสียงถูกนำไปนับ จึงคาดการณ์ได้ว่าพรรคคง ไม่ประมาท การอาศัยแต่ชื่อเสียงของพรรคอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอาศัยชื่อเสียงของผู้สมัครแบบแบ่งเขตพร้อมไปด้วย อีกประการหนึ่ง การบอกว่าข้อเสนอ (ก) เป็นการป้องกันมิให้พรรคส่งผู้สมัครที่คนไม่รู้จัก (อุปมาเป็นเสาไฟฟ้า) ก็จะเป็นการดูแคลนวิจารณญาณของ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเกินไปหรือไม่

อันที่จริงข้อเสนอ (ข) ก็น่ารับฟัง หลายประเทศก็ไม่กำหนดเบอร์ให้ผู้สมัคร แต่ในเมื่อคนไทยคุ้นเคยกับการกำหนดเบอร์ให้ผู้สมัคร แถมยังบังคับให้เลือกคนพร้อมกับเลือกพรรค การให้คนมีเบอร์เดียวกับพรรคก็น่าจะเหมาะสมดี อันที่จริงทุกข้อเสนอก็พยายามสนองความต้องการที่จะให้ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ของตนได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด ขอให้ท่านทั้งหลายใช้เกณฑ์นี้พิจารณาเปรียบเทียบข้อเสนอที่เป็นทางเลือกต่างๆ ก็แล้วกัน

ผมขอบ่นเล็กน้อยว่าผมเครียดไปกับอีกหลายข่าว เช่น ข่าวคำสั่ง คสช. ที่ 37/2560 ที่ให้สถาบันอุดมศึกษามีอํานาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดํารง ตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์ดังกล่าวจริง

อีกข่าวหนึ่งคือข่าวของ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ซึ่งโดนข้อหา ม.116 กับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยคดีคอมพ์มี 5 กรรม ทำให้มีโทษสูงสุดรวม 14 ปี ผมขอเอาใจช่วยเพราะเชื่อว่าประวิตรใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสุจริตใจในฐานะนักหนังสือพิมพ์มืออาชีพ ข่าวสุดท้ายคือเมื่อมาที่ชายแดนใต้ ผมได้ยินเสียงบ่นของทั้งพุทธทั้งมุสลิมว่า งบประมาณรั่วไหลบางส่วนไม่ถึงมือประชาชน ยกตัวอย่างโครงการสร้างสนามฟุตซอล และการติดตั้งโซลาร์เซลล์ซึ่งบางส่วนใช้การไม่ได้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท