
ศึกสายเลือด
อรุณ จิรชวาลาเป็นข่าวเล็กๆ ในบ้านเราเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วก็เงียบหายไป แต่ที่สิงคโปร์ยังมีดราม่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้ข่าวบันเทิงที่ชาวบ้านติดตามด้วยความสนอกสนใจ นั่นก็คือการทะเลาะกันในที่สาธารณะของลูกทั้ง 3 คนของลีกวนยิว อดีตผู้นำตลอดกาลของสิงคโปร์ โดย ลีเซียนลูง ลูกชายคนโตและนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน อยู่ฝ่ายหนึ่ง กับน้อง 2 คน คือลีเว่ยหลิงกับลีเซียนยาง อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง
อรุณ จิรชวาลา
เป็นข่าวเล็กๆ ในบ้านเราเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วก็เงียบหายไป แต่ที่สิงคโปร์ยังมีดราม่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้ข่าวบันเทิงที่ชาวบ้านติดตามด้วยความสนอกสนใจ นั่นก็คือการทะเลาะกันในที่สาธารณะของลูกทั้ง 3 คนของลีกวนยิว อดีตผู้นำตลอดกาลของสิงคโปร์ โดย ลีเซียนลูง ลูกชายคนโตและนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน อยู่ฝ่ายหนึ่ง กับน้อง 2 คน คือลีเว่ยหลิงกับลีเซียนยาง อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง
ปมความขัดแย้ง ซึ่งฟังดูไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต คือเรือนไม้ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของลีกวนยิว น้องทั้งสองต้องการให้รื้อทิ้งตามคำสั่งเสียของบิดาก่อนตาย ส่วนพี่ชายต้องการเก็บไว้เป็นอนุสรณ์สถานและเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำตระกูล
น้องทั้งสองเปิดศึกถล่มพี่ชายผ่านสื่อออนไลน์ว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ ต้องการเก็บบ้านไว้เพื่ออาศัยบารมีของบิดาหาประโยชน์ทางการเมือง สืบทอดอำนาจต่อไปให้ลูกชายที่ชื่อลีฮงยี ให้ได้เป็นผู้นำประเทศรุ่นที่ 3 ต่อจาก ลีกวนยิวและลีเซียนลูง
ทั้งนี้ ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือน มี.ค. 2015 ลีกวนยิวได้สั่งเสียไว้ว่า ตายไปแล้วไม่ต้องการให้มีการสร้างอนุสาวรีย์หรืออนุสรณ์สถานใดๆ สำหรับตัวเอง ไม่ปรารถนาจะเป็นต้นตอของลัทธิบูชาตัวบุคคล การบริหารประเทศจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ ไม่ใช่สิทธิพิเศษทางชนชั้น
ความขัดแย้งปะทุให้เห็นเป็นครั้งแรกในปีต่อมา หลังจากมีการจัดพิธีรำลึกถึงลีกวนยิวอย่างใหญ่โต โดยน้องๆ บอกว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าบิดาต้องการสร้างราชวงศ์ทางการเมือง ลีเว่ยหลิงเขียนบทความตำหนิพี่ชาย แต่สำนักพิมพ์ สเตรทไทม์ปฏิเสธไม่ยอมตีพิมพ์ให้ ต่อมาศาลก็มีคำตัดสินให้ถือว่าเอกสารเกี่ยวกับลีกวนยิวเป็นความลับทางราชการ ลูกๆ ดูเอกสารได้ แต่นำมาเปิดเผย ต่อสาธารณะไม่ได้ ลีเว่ยหลิงถึงกับประณามพี่ชายว่าเป็นลูกอัปยศ ใช้อำนาจเกินขอบเขต คุกคามสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัวของตนกับของน้องชายอาจต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อให้รอดพ้นเงื้อมมือเผด็จการ
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง สำนักงานอัยการสิงคโปร์ประกาศจะดำเนินคดีกับลีเช็งวู ลูกชายของ ลีเซียนยาง ในข้อหาโพสต์ข้อความ ดูหมิ่นรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม ว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ปัจจุบันลีเช็งวูเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางกลับประเทศมาให้จับกุมแต่ประการใด
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ หลายคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องชวนหัว แต่สำหรับผม มันแฝงประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ดังนี้
หนึ่ง ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงมาก ประชาชนโดยเฉลี่ยก็มีการศึกษาสูง ไม่น่าที่ระบบสืบทอดอำนาจจะคงอยู่ได้ แต่ข้อเท็จจริงดูเหมือนจะขัดกัน เพราะลีเซียนลูง ก็เป็นบุตรของลีกวนยิว และในอนาคตบุตรของลีเซียนลูงก็อาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้น่าจะมีต้นตอมาจากการที่ลีกวนยิวเป็นผู้นำประเทศอยู่นาน เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยที่สิงคโปร์ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ตัวเขาเองก็เป็นนักกฎหมาย เขาจึง น่าจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประเทศในปัจจุบัน ซึ่งหากมีการจำกัดว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นได้เพียง 1 หรือ 2 สมัยเท่านั้น เขาก็คงหมดอำนาจไปนานแล้ว แต่ใครเล่าจะทำเช่นนั้นกับตัวเอง
การเป็นผู้นำนานๆ เปิดโอกาสให้คนในครอบครัวเข้ามามีบทบาทและสร้างฐานทางการเมือง ไม่ว่าเขาจะให้การสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ซึ่งภายในครอบครัวของเขา ภรรยากับลูกคนเล็ก 2 คน เลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มีเพียงลูกชายคนโตที่ในตอนต้นรับราชการทหาร ต่อมาออกมาเล่นการเมือง ในที่สุดได้เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังได้ดึงภรรยาให้เข้ามารับตำแหน่งสำคัญด้วย
แน่นอนว่าความสำเร็จของ ลีเซียนลูงย่อมง่ายดายและสะดวกสบายกว่าคนอื่น ซึ่งอาจจะขัดกับหลักการที่ลีกวนยิวพร่ำสอน และลีเซียนลูงเอง ก็ตอกย้ำว่าจะต้องไม่มีเรื่องสิทธิพิเศษทางชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
สอง โดยทั่วไป ผู้บุกเบิก หรือผู้นำรุ่นแรกในห่วงโซ่ของการสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติ หรือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นผู้ที่มี วิสัยทัศน์และมีความสามารถสูง เหมือนที่ลีกวนยิวได้พิสูจน์ตัวเองให้ ชาวสิงคโปร์และชาวโลกเห็น ส่วนผู้นำรุ่นต่อๆ มาที่ได้ตำแหน่งมาจากการสืบทอดอำนาจมักจะมีวิสัยทัศน์และความสามารถที่ด้อยกว่า
ข้อเท็จจริงประการนี้อาจมองเห็นไม่ชัด เพราะในขณะที่ผู้สืบทอดอำนาจก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทน ยังอาจเหลือแรงขับเคลื่อนจากรุ่นบุกเบิกผลักดันให้ประเทศชาติหรือธุรกิจก้าวไปข้างหน้า ซึ่งผู้สืบทอดอำนาจอาจสำคัญผิดคิดว่าเกิดจากความสามารถของตน
ในหลายกรณี ผู้สืบทอดอำนาจอาจมีพื้นฐานและระดับการศึกษาสูงกว่า ผู้บุกเบิก และมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก จนบางครั้งหลังจากได้กุมอำนาจแล้ว อาจจะไม่ยอมฟังเสียงท้วงติงของผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้ในที่สุดเกิดความเสื่อมทรามตามมา
มีคนสิงคโปร์จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าลีเซียนลูงก้าวขึ้นมาและอยู่ในตำแหน่งผู้นำมาหลายปี โดยยังไม่ได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ ที่ผ่านมาได้บารมีของบิดาช่วย หากในอนาคตยังสามารถส่งไม้ต่อให้บุตรอีก สิงคโปร์ก็อาจจะเสื่อมถอยมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การที่น้องทั้งสองของ ลีเซียนลูงบอกว่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศภายใต้การนำของพี่ชาย จึงอาจไม่เป็นเพียงการแสดงความโกรธเคืองหรือความไม่พอใจเท่านั้น แต่อาจสะท้อนสิ่งที่คนสิงคโปร์อีกหลายคนก็รู้สึกเช่นกัน เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เท่านั้น
สาม ตัวลีกวนยิวเองในช่วงหลังก็อาจเป็นกังวลว่า ขืนปล่อยให้ลูกหลานสืบทอดอำนาจโดยไม่มีที่สิ้นสุด ก็อาจเป็นผลเสียกับประเทศชาติ เขาจึงพยายามตัดวงจรอุบาทว์ ด้วยการสั่งห้ามไม่ให้สร้างอนุสาวรีย์ให้ตนเอง แต่ถึงกระนั้นความพยายามนี้ก็คงได้ผลจำกัด เพราะลีเซียนลูงได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาหลายปีแล้ว และอาจมีความคิดเห็นส่วนตัวที่แตกต่างจากบิดาอย่างสิ้นเชิง
ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง มีอำนาจสั่งการที่แม้น้องๆ กับหลานๆ จะรวมหัวกันก็หยุดเขาไม่อยู่ และถึงผลโพลจะชี้ชัดว่าคนส่วนใหญ่อยากให้รื้อบ้านตามการสั่งเสียของลีกวนยิว เขาก็ยังไม่ยอมทำตาม อาจเป็นเพราะมั่นใจว่าการแสดงความรักและความอาลัยต่อบิดาด้วยวิธีนี้จะไม่เป็นผลเสียทางการเมืองแต่ประการใด
ข้อสุดท้าย ในความเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วของสิงคโปร์ ทำให้การสืบทอดอำนาจต้องแฝงอยู่ภายใต้การมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต่างจากอีกหลายประเทศ เช่น เกาหลีเหนือ ที่ผู้นำไม่ต้องมีคุณสมบัติใดๆ นอกจากการเป็นคนที่ผู้นำเดิมเลือกให้เป็นทายาทเท่านั้น
ที่สำคัญอีกอย่างคือ ในความ ขัดแย้ง ไม่ได้มีความพยายามที่จะฆ่าแกงกัน เพียงเล่นงานกันด้วยข้อกฎหมายเท่านั้น n







