posttoday
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขับเคลื่อนนโยบาย4.0

พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขับเคลื่อนนโยบาย4.0

08 สิงหาคม 2560

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในการขับเคลื่อนนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ที่จะเป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการได้ในเวลาอันใกล้ โดยต้องดำเนินการใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 : บุคลากรในระบบราชการ ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือ "จำนวนครั้ง" "จำนวนผู้เข้าร่วม" หรือ "จำนวนผู้สอบผ่าน" ในการฝึกอบรมหรือสัมมนาอย่างที่เป็นอยู่แต่เดิมไปเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการด้วยกัน หรือแก่บุคคลภายนอกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในการขับเคลื่อนนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ที่จะเป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการได้ในเวลาอันใกล้ โดยต้องดำเนินการใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 : บุคลากรในระบบราชการ ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือ "จำนวนครั้ง" "จำนวนผู้เข้าร่วม" หรือ "จำนวนผู้สอบผ่าน" ในการฝึกอบรมหรือสัมมนาอย่างที่เป็นอยู่แต่เดิมไปเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการด้วยกัน หรือแก่บุคคลภายนอกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน

กลุ่มที่ 2 : บุคลากรนอกระบบราชการ ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศที่เป็นฟันเฟืองที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐผ่านกลไกที่มีภาคราชการเป็นหัวแรงหลัก แต่ทั้งนี้การพัฒนาบุคลากรนอกระบบราชการให้เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศสู่ "ประเทศไทย 4.0" ต้องดำเนินการในทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุและวัยชราภาพ

สำหรับ วัยแรกเกิด 1,000 วัน ต้องปฏิรูประบบสาธารณสุขในการดูแลทารกตั้งแต่ในครรภ์มารดาเพื่อให้เด็กที่เกิดมามีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ปรับกฎหมาย หรือกฎระเบียบที่เอื้อให้มารดาและบิดามีโอกาสในการเลี้ยงดูทารกด้วยตัวเอง โดยไม่เสียโอกาสด้านการงาน ด้านเศรษฐกิจ หรือด้านสังคม ปรับกฎระเบียบให้จัดตั้งศูนย์เด็กเล็ก (วัย 2-3 ขวบ) ประจำสถานที่ราชการและสถานประกอบกิจการต่างๆ เพื่อให้เกิดความ ต่อเนื่องจากการดูแลลูกที่บ้าน กำหนดมาตรฐานและมีระบบประกันคุณภาพครูพี่เลี้ยง ซึ่งครูพี่เลี้ยงที่มีความรู้ มีความสามารถ และมีทักษะที่เหมาะสมกับการดูแลเด็กปฐมวัยโดยเน้นพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และความฉลาดทางปัญญา (IQ) รวมทั้งความแข็งแรงทั้งร่างกายและการเสริมสร้างวินัย คุณธรรมจริยธรรม และ Executive Function (EF) ในเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมต่างๆ

สำหรับ เด็กวัยเรียน คือ 1.ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีหลายระบบและเด็กสามารถเลือกออกแบบการเรียนการสอนเองได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ไม่ใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งง่ายต่อการทำงานแต่ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ 2.สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่เยาวชนในการเรียนรู้เพื่อเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ มีวินัย มีความเป็นผู้นำ มีความอุตสาหะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความใฝ่รู้ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมและประเทศชาติ และคนเก่งของสังคม ภาครัฐ และเอกชนต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนออกแบบและดำเนินการ 3.สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของตัวเองจากความฝัน ความถนัดและทักษะแห่งตน และการให้โอกาสของสังคมที่เปิดกว้าง 4.ปรับค่านิยมของสังคมให้มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิชาชีพ ให้การยอมรับและยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจนได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม 5.ส่งเสริมให้เยาวชนมีสมรรถนะด้านภาษา ต่างประเทศที่เป็นสากลและเทคโนโลยี สารสนเทศ

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรวัยเรียนเพื่อก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 คือระบบการศึกษาที่เน้น "เด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง" ส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาตามความสามารถและความถนัดเฉพาะตน ระบบการศึกษาต้องมีหลากหลายไม่มีการปิดกั้นความคิด ต้องกระตุ้นให้มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้างครูที่มีคุณภาพและได้รับการยกย่อง รวมถึงสื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพทั้งในและนอกโรงเรียน

วัยทำงาน มีความสำคัญในภาวะปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง การที่ประเทศชาติจะขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล "ประเทศไทย 4.0" ได้สำเร็จในเร็ววันนั้นนอกเหนือจากการที่บุคลากรในภาครัฐเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงแล้ว บุคลากรในวัยทำงานก็เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญยิ่งอีกกลุ่มหนึ่ง โดยบุคลากรในยุค "ประเทศไทย 4.0" นั้นจะต้องมีลักษณะเชิงประจักษ์ คือ 1.มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานเชิงนวัตกรรมได้ 2.ยอมรับการเปลี่ยนแปลง 3.มีความคิดเชิงบวก 4.มีการพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่อง 5.มีความสามารถด้านดิจิทัล 6.มีภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรวัยทำงานให้มีความสามารถรองรับกับการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ดังนี้ 1.เพิ่มศักยภาพแรงงานให้มีศักยภาพในการทำงานสูงขึ้น 1.1 ปรับ Mindset ในทำงานให้สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการทำงานบางประเภทให้มากขึ้น 1.2 ส่งเสริม STEM Workforce (Science, Technology, Engineering Mathematical)โดยพัฒนาคนวัยทำงานให้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ โดยเชื่อมโยงบูรณาการความรู้ทั้ง 4 ด้าน มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมให้บุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศปฏิบัติงานในภาคการผลิต บริการ สังคม และชุมชนมากขึ้น 1.3 สามารถปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำงาน เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เครื่องมือ เครื่องจักร 1.4 สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของภาคส่วน ต่างๆ ได้

2.มีระบบการเคลื่อนย้ายคนที่มีความสามารถระหว่างภาครัฐและเอกชนให้ไปทำงานที่เหมาะสม เพื่อร่วมผลิต ผลงานที่เป็นนวัตกรรม 3.ปรับปรุงกฎหมาย/กฎระเบียบให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน หรือเป็นข้อบังคับสำหรับเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เกิดประโยชน์และส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น ปรับกฎหมาย/กฎระเบียบรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสู่ประเทศไทย 4.0 จัดทำมาตรฐานวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนวิชาชีพ หรือรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐานสากล (ISO 17024) 4.เพิ่มความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพทั้งส่วนตัวและความปลอดภัยในการทำงาน 5.สร้างระบบฐานข้อมูลบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา รวมถึงนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการ

วัยสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ประเทศเข้าสู่การเป็นสังคม ผู้สูงวัยตั้งแต่ประมาณปี 2543-2544 คือ มีประชากรอายุ 60 ปีคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มสังคมสูงวัยของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ฉะนั้น ผู้สูงวัยจึงเป็นหน่วยหนึ่งของประเทศที่จะต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นที่รัฐบาลกล่าวว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การพัฒนาผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง พึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีงานทำและรายได้ที่เหมาะสมตามศักยภาพ โดยใช้แนวทางประชารัฐดำเนินมาตรการที่สำคัญ คือ 1.ปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาประกอบวิชาชีพเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองตามความเหมาะสม เช่น ยืดการเกษียณอายุทั้งภาครัฐและเอกชน มาตรการทางภาษีให้กับสถานประกอบการที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงาน 2.ส่งเสริมผู้สูงอายุที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และทักษะสู่บุคลากรรุ่นหลัง 3.ปรับปรุงระบบสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีโอกาสในการเข้าถึงความรู้และระบบสาธารณสุขพื้นฐานในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุและสามารถดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง มีการจัดระบบการดูแลรักษาที่ดีโดยภาครัฐและเอกชน 4.ส่งเสริมด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย มีความรู้ด้านการออมเงิน มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการออม 5.ส่งเสริมให้มีการสร้างสังคมผู้สูงอายุ มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรวัยสูงอายุ เพื่อรองรับการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 คือต้องสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมีคุณค่า ได้รับการยกย่องอย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69