posttoday
หม่อมอุ๋ยจี้รัฐบาล แก้ปัญหาศก.ล่าช้า

หม่อมอุ๋ยจี้รัฐบาล แก้ปัญหาศก.ล่าช้า

09 สิงหาคม 2560

บายไลน์คอลัมน์ธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะ ณวันที่ 30 มิ.ย. 2560 มีจำนวน 6.18 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะลดลง 1.62 แสนล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีอยู่ที่ 41.54% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2560 อยู่ที่ 42.90%

บายไลน์คอลัมน์

ธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะ ณวันที่ 30 มิ.ย. 2560 มีจำนวน 6.18 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะลดลง 1.62 แสนล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีอยู่ที่ 41.54% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2560 อยู่ที่ 42.90%

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะที่เป็นหนี้รัฐบาล 4.75 ล้านล้านบาท ลดลง 1.52 แสนล้านบาท เนื่องจากการกู้เงินล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ลดลง 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากได้นำไปชำระคืนหนี้พันธบัตรรัฐบาลของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)

นอกจากนี้ การกู้เงินตามแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ลดลง 3.47 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ระยะสั้น ลดลง 8 หมื่นล้านบาท รวมถึงการก่อหนี้ หนี้รัฐวิสาหกิจลดลง 4,389 ล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) ลดลง 4,541 ล้านบาท

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การที่หนี้สาธารณะปรับลดลง สะท้อนว่ารัฐบาลสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ดี ไม่เป็นประเด็นกดดันการดำเนินนโยบายการคลัง สามารถดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่ดี ทำให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการจัดการด้านการคลังมากขึ้น สำหรับกรณีรัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาท ก็ไม่กระทบสภาพคล่องในระบบ เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ และสภาพคล่องส่วนเกินมีมาก จึงเชื่อว่า การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลได้คำนึงถึงปัจจัยไว้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง

ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนทำกันมานานแล้ว แต่การออกร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้คอยสนับสนุนการทำงานของเอกชนให้เดินหน้าได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ที่ผ่านมากลับเห็นว่ารัฐบาลกลับเป็นคนที่ทำให้เกิดความติดขัด เช่นในเรื่องของการแก้กฎหมายดิจิทัลที่จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

"ตอนนี้เอกชนรอความชัดเจนและรอให้กฎหมาย ซึ่งเกี่ยวกับด้านดิจิทัลออกมาครบทั้ง 8 ฉบับ แต่ตอนนี้เพิ่งผ่านออกมาเพียง 4 ฉบับ ทั้งที่ตอนนั้นผมร่างกฎหมายให้เสร็จตั้งแต่ 6 ก.ค. 2558 เอาเข้า ครม. เมื่อ 4 ส.ค. 2558 ซึ่งมองว่าการทำงานช้าผิดปกติ ไม่รู้จะดึงทำไม ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นอีกขาของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งจะหนุนให้เอกชนเดินและวิ่งได้เร็วขึ้น" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ขณะที่เรื่องของการส่งเสริมอี- คอมเมิร์ซให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มองว่าไม่ควรทำตามแบบจีนที่พึ่งใครเพียงคนเดียว แต่ควรจะทำแบบสหรัฐหรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ทำกัน โดยการเปิดให้เกิดการแข่งขันกันทำ โดยมีกฎหมายธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย เพราะมองว่าการให้มีเศรษฐีรายเล็กๆ พันคนดีกว่าการจะให้มีเศรษฐีใหญ่เพียงคนเดียว ซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปสู่การผูกขาด

สำหรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำออกมาแล้วเข้าใจง่ายและถูกต้อง แต่ยังเดินไม่สุด เพราะชอบพูดแต่ภาพกว้างใหญ่ไม่ลงรายละเอียด และยังมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา เช่น การให้อู่ตะเภาเป็นสนามบินและเป็นศูนย์ซ่อม แต่มี กฎเกณฑ์ว่าคนไทยต้องถือหุ้นเกิน 51% ทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะลงทุน กระทบกับการลงทุนโครงการอีอีซีเกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี