
ถึงเวลาซื้อหุ้นประกันชีวิตกันแล้ว
กิติชัย ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตจากการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง ซึ่งได้สัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตว่า ในช่วงเวลานั้นมีคนไทยเพียง 17% ที่ทำประกันชีวิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนน่าตกใจมาก ความที่ผมเป็นคนซอกแซกก็เลยไปกูเกิลดูว่า แล้วคนชาติอื่นในเอเชียเขาทำประกันชีวิตกันคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยเริ่มจากประเทศญี่ปุ่นก่อน ในฐานะเป็นประเทศที่ผมชอบมากประเทศหนึ่ง ก็พบว่าคนญี่ปุ่นทำประกันชีวิตกันมากกว่า 100%
กิติชัย
ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตจากการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง ซึ่งได้สัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตว่า ในช่วงเวลานั้นมีคนไทยเพียง 17% ที่ทำประกันชีวิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนน่าตกใจมาก ความที่ผมเป็นคนซอกแซกก็เลยไปกูเกิลดูว่า แล้วคนชาติอื่นในเอเชียเขาทำประกันชีวิตกันคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยเริ่มจากประเทศญี่ปุ่นก่อน ในฐานะเป็นประเทศที่ผมชอบมากประเทศหนึ่ง ก็พบว่าคนญี่ปุ่นทำประกันชีวิตกันมากกว่า 100%
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ามีหลายคนที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์ ทำให้ผมเห็นโอกาสของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย น่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อย้อนกลับไปดูการเติบโตของ เบี้ยประกันชีวิตในประเทศไทยจัดเก็บเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ในระยะ 5 ปีย้อนหลัง ซ้ำยังมีการเติบโตเป็น 3 ถึง 5 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศ นับว่าเป็นธุรกิจที่ดีกว่า ธุรกิจอื่น
รัฐก็เห็นประโยชน์ของการทำประกันชีวิต จะเห็นได้ว่า มีการออกมาตรการส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตมาโดยตลอด โดยให้ผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระแก่บริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินธุรกิจ ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาตลอด โดยปัจจุบันผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถ นำมาลดหย่อนภาษีได้ปีละ 1 แสนบาท (แต่เดิมเบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ 1 หมื่นบาท)
ต่อมาในปี 2545 ปรับเพิ่มเป็น 5 หมื่นบาท แล้วมาเพิ่มเป็น 1 แสนบาท/ปีในภายหลัง) และถ้าซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญก็สามารถ นำมาลดหย่อนภาษีได้อีกปีละ 2 แสนบาท ต้องเป็น 3 แสนบาท (แต่ยังไม่อนุญาตให้นำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้) นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมค้นพบหุ้นพลิกชีวิตของผมบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIFE) หรือไทยพาณิชย์นิวยอร์กไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) (ชื่อในสมัยนั้น) ที่สร้างผลตอบแทนให้ผมถึง 1,800% ภายในเวลา 7-8 ปี โดยธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้ทำการนำ SCBLIF ออกจากตลาดไปเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว
ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตไทยปี 2559 มีเบี้ยประกันชีวิตรวม ทั้งสิ้น 568,260.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตถึง 5.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ จำนวน 161,568.8 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป 406,691.6 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 84% เบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ จะประกอบด้วย (1) เบี้ยประกันชีวิตปีแรก มีจำนวน 110,196.0 ล้านบาท (2) เบี้ยประกันชีวิตจ่ายครั้งเดียว จำนวน 51,372.8 ล้านบาท (ข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ล่าสุด มีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ได้ให้นโยบายแก่กรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเรื่องการให้ประชาชนประกันสุขภาพ และสามารถนำค่าเบี้ยประกันดังกล่าวมา หักลดหย่อนภาษีได้ โดยยังไม่กำหนดตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท/ปี
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดภาระค่ารักษาพยาบาลของบัตรทองและประกันสังคมให้ลดลง ยิ่งปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าในขณะนี้มีคนไทยมากกว่า 13% ที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งจะส่งผลให้สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้มากขึ้น โดยทางกรมสรรพากรก็เห็นด้วยกับหลักการ เพราะว่าเป็นมาตรการที่จะยังประโยชน์ให้กับหลายฝ่าย ทั้งผู้ทำประกัน บริษัทประกัน และรัฐบาล ตัวเลขล่าสุดเมื่อปี 2559 จำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิต = 38% (สมมติว่าในตัวเลขนี้คนไทยทำประกันชีวิตคนละ 1 กรมธรรม์) จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน (ข้อมูล : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)
นั่นหมายความว่า มีคนไทยที่ทำประกันชีวิตประมาณ 25.10 ล้านคน ถ้าคนไทยจำนวนนี้ ซื้อเบี้ยประกันสุขภาพเพื่อหวังลดหย่อนภาษี สัก 20% (ไม่นับคนที่ซื้อประกันสุขภาพก่อนหน้านี้แล้ว) เท่ากับว่าจะมี คนไทย 5.02 ล้านคนที่จะซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น แล้วสมมติต่อไป อีกว่า คนจำนวนนี้จะซื้อประกันสุขภาพเฉลี่ยคนละ 2.5 หมื่นบาท (ถึงแม้ว่าถ้าประกาศออกมาแล้วว่า สามารถนำมาลดหย่อนได้เพียง 1.5 หมื่นบาทก็ตาม
แต่เชื่อว่าบริษัทประกันทั้งหลาย คงจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ประกันสุขภาพ ให้เห็นถึงประโยชน์ในการทำประกันสุขภาพ ถ้าจ่าย ค่าเบี้ยประกันสุขภาพด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้น จะได้รับการชดเชย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพักผู้ป่วย ค่าห้องผ่าตัด ฯลฯ ในอัตรา ที่สูงขึ้น ยิ่งปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นมาก คงจะมีผู้ซื้อประกันสุขภาพหลายคน ยอมจ่ายเงิน ที่สูงกว่าจำนวนเงินที่สามารถจะนำมาลดหย่อนภาษีได้)
นั่นหมายความว่าตัวเลขเบี้ยประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกันจะได้รับ = 5,020,000 คน x 2.5 หมื่นบาท = 125,500 ล้านบาท ในปี 2560 ถ้ามาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพคลอดออกมาทันภายในปีนี้ และให้มีผลสำหรับปีภาษี 2560
ทีนี้มาดูตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตของปี 2559 จะพบว่ามีมูลค่ารวม ทั้งสิ้น 568,260.4 ล้านบาท ดังนั้นเบี้ยประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกัน จะขายได้ในปีนี้ คิดเป็น 125,500/568,260 = 22.08% ของเบี้ย ประกันชีวิตรวมทั้งหมดปี 2559 จะทำให้ปีนี้ ธุรกิจประกันชีวิตดีกว่าธุรกิจอื่นแบบไม่เห็นฝุ่นเลย ยิ่งช่วงนี้ราคาหุ้นบริษัทประกันชีวิต ลงมาจาก จุดสูงสุด 40-55% เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว นักลงทุนสมองไว จะต้องทำอย่างไรกันดีครับ







