
ฮอนด้าฉายเดี่ยวเมินกระแส
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โตโยต้า มอเตอร์ ได้ประกาศดีลกับมาสด้า มอเตอร์ ร่วมลงทุน 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท) ตั้งโรงงานใหม่ในสหรัฐ และเพิ่มความร่วมมือทางการเงินโดยการออกหุ้นใหม่ ซึ่งโตโยต้าจะซื้อหุ้นของอีกฝ่าย 5% และมาสด้าจะซื้อหุ้นของอีกฝ่าย 0.25%
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โตโยต้า มอเตอร์ ได้ประกาศดีลกับมาสด้า มอเตอร์ ร่วมลงทุน 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท) ตั้งโรงงานใหม่ในสหรัฐ และเพิ่มความร่วมมือทางการเงินโดยการออกหุ้นใหม่ ซึ่งโตโยต้าจะซื้อหุ้นของอีกฝ่าย 5% และมาสด้าจะซื้อหุ้นของอีกฝ่าย 0.25%
โตโยต้า-มาสด้า ไม่ใช่เพียง 2 ค่ายรถยนต์ที่หันมาผนึกกำลังกัน โดยก่อนหน้านี้ค่ายนิสสัน-เรโนลต์ ได้ร่วมมือกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ ในขณะที่ ยามาฮ่า มอเตอร์ ก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับค่ายซูซูกิ มอเตอร์ ที่กำลังเป็น เจ้าใหญ่ในตลาดอินเดียเช่นกัน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเริ่มหันมาร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงหันมาลงทุนในธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไร้คนขับที่ต้องใช้งบประมาณการลงทุนสูง อย่างไรก็ตาม ทากาฮิโระ ฮาจิโกะ ประธานบริษัทและประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฮอนด้า มอเตอร์ กลับมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป
ฮอนด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นเพียงรายเดียวที่ไม่มีการร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับผู้ผลิตรายอื่น ต่างกับคู่แข่งอย่างโตโยต้าและ นิสสัน ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการ ร่วมมืออย่างหลวมๆ เฉพาะกิจกับ ฮิตาชิออโตโมทีฟ ซิสเต็ม และเจนเนอรัล มอเตอร์ส ก็ตาม
การฉายเดี่ยวของฮอนด้าส่งผลให้บริษัทเสียโอกาสด้านการประหยัดต่อขนาด (Economic of scale) ในด้านค่าใช้จ่ายของการวิจัยและพัฒนา การผลิต และชิ้นส่วนยานยนต์ เมื่อเทียบกับบรรดาคู่แข่งที่ผนึกกำลังกัน
บลูมเบิร์กระบุว่า ฮอนด้าทุ่มงบประมาณถึง 4.9% จากยอดขายทั้งหมดของปีงบประมาณที่แล้ว ในภาคส่วนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมากที่สุดในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น นำหน้าอันดับ 2 อย่างนิสสันที่ใช้งบราว 4% ซึ่งจะยิ่งกัดกร่อนผลกำไรของบริษัทลง นอกจากนี้ ฮอนด้าจะยังเพิ่มงบในภาคส่วนดังกล่าวของปีนี้เพิ่มอีก 5.4 หมื่นล้านเยน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะฉุดผลกำไรจากการดำเนินงานลงอีกกว่า 14%
"ฮอนด้าเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก จากการที่มีฐานรายได้น้อยกว่าคู่แข่งอย่างโตโยต้า และถึงแม้ว่าฐานรายได้จะมีมูลค่ามากกว่านิสสันก็ตาม แต่ฮอนด้าขาดผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่น จึงทำให้ต้องอัดฉีดงบประมาณลงในภาคส่วนการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ยังสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้อยู่" เจเน็ต เลวิส นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ แมคไควรี่ แคปปิตอล ซีเคียวริตี้ จากออสเตรเลีย กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า ฮอนด้าซึ่งมีเป้าหมายจะเปลี่ยนยอดขายมากกว่าครึ่งของบริษัทให้เป็นการขายรถพลังงานไฟฟ้าภายในปี 2030 จะยังไม่มีการลงทุนร่วมเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทอื่นในขณะนี้
"ผมว่าฮอนด้าจะไม่เร่งรีบหาหุ้นส่วนในเวลานี้ เพราะตลาดรถพลังงานไฟฟ้ายังไม่เติบโตมากนัก แต่ถ้าตลาดบูมขึ้นหลังจากนี้ 5-10 ปี ต่อมา ถึงตอนนั้นฮอนด้าค่อยหาหุ้นส่วนกับ ผู้ผลิตรายอื่นก็ยังทัน" เซจิ ซูกิอุระ นักวิเคราะห์จากโทไค โตเกียว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ กล่าว







