posttoday
อุ้มค่าเงินบาท แบงก์ชาติกระเป๋าแฟบ

อุ้มค่าเงินบาท แบงก์ชาติกระเป๋าแฟบ

07 สิงหาคม 2560

ค่าเงินบาทที่กำลังแข็งค่าทำลายสถิติใหม่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ เริ่มจะกลายเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ แม้ผู้ที่รับผิดชอบทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง จะยืนยันว่า "ไม่" เนื่องจากค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่า 7-8% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาและในบางช่วงเงินบาทแข็งค่าที่สุดในเอเชีย

ค่าเงินบาทที่กำลังแข็งค่าทำลายสถิติใหม่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ เริ่มจะกลายเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ แม้ผู้ที่รับผิดชอบทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง จะยืนยันว่า "ไม่" เนื่องจากค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่า 7-8% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาและในบางช่วงเงินบาทแข็งค่าที่สุดในเอเชีย

ผู้ส่งออกทั้งหลายต่างดาหน้าร้องขอให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาท เพราะยิ่งค่าเงินบาทแข็งค่าจะเป็นตัวบั่นทอนความสามารถในการส่งออก ทำให้กำหนดราคาขายยาก สินค้าไทยมีราคาแพงกว่าคู่แข่ง ประเทศผู้นำเข้าก็ต่อรองราคา เศรษฐกิจที่กำลังจะดีขึ้นจากที่ได้การเติบโตของการส่งออกมาช่วยผลักดัน ก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด

แม้ ธปท.จะปล่อยให้ค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ก็ต้องยอมรับว่าการลอยตัวค่าเงินแบบมีการบริหารจัดการ ทำให้ ธปท.ไม่อาจปล่อยให้ค่าเงินผันผวนปั่นป่วนเศรษฐกิจได้มากนัก ดังนั้น ธปท.จึงต้องเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินเพื่อดูแลค่าเงินเป็นระยะ

การแทรกแซงค่าเงินของ ธปท.มีทั้งการแทรกแซงด้วยวาจา การแทรกแซงด้วยการใช้ เครื่องมือและกลไกที่มีอยู่อย่างเช่น การควบคุมการจำกัดการออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อสกัดเงินร้อน ไม่ให้ไหลเข้าและการเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศโดยตรง

หากย้อนไปแค่ 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นการเคลื่อนไหวแทรกแซงค่าเงินบาทของ ธปท.มาตลอด และในจำนวนที่มากขึ้น ในเดือน ธ.ค. 2558 เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ระดับ 5,646,556.79 ล้านบาท (คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 36.07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) มีฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) สุทธิ 11,650 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2559 เงินสำรองขยับขึ้นมาเป็น 6,155,783.23 ล้านบาท (คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35.820 บาท) มีฐานะฟอร์เวิร์ดที่ 25,760 ล้านดอลลาร์ จน เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 เงินสำรองเพิ่มเป็น 6,305,904.98 ล้านบาท (คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ 33.98 บาท) และมีฐานะฟอร์เวิร์ดที่ 31,300 ล้านดอลลาร์

หากพิจารณาจากค่าเงินที่ ธปท.นำมาคำนวณเงินสำรองระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ทำให้เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นมาก ในขณะเดียวกันการซื้อฟอร์เวิร์ดของ ธปท.ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และคาดว่าหากเงินบาทยังแข็งค่า ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี อาจจะได้เห็นตัวเลขทั้ง สองตัวนี้ขยับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ตัวเลขนี้สัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของ ธปท.เป็นตัวบั่นทอนให้งบการเงินของ ธปท.ดูไม่สวย และอาจขาดทุนในระดับสูง เนื่องจาก ธปท.ใช้เงินบาทออกไปซื้อเงินตราต่างประเทศ สภาพคล่องในตลาดเงินก็จะสูงขึ้นทำให้ ธปท.ต้องออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดเงิน เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งการดำเนินการส่วนนี้ ธปท.มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรที่จะต้องบันทึกในงบการเงินด้วย

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่งบการเงินของ ธปท.จะเปลี่ยนไปตามค่าเงินบาทด้วย โดยในปี 2558 เงินบาทอ่อนค่าจากระดับ 32.85 บาท/ดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 36.07 บาท/ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการอ่อนค่าลงประมาณ 9.7% จากปี 2557 ทำให้ ในปีนั้น ธปท.มีกำไรจากการตีราคาค่าเงินบาทราว 1.84 แสนล้านบาท ส่งผลให้ ธปท.มีกำไรราว 9.4 หมื่นล้านบาท

ต่อมาในปี 2559 งบการเงินของ ธปท.แสดงผลการขาดทุนโดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่นำไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ยรับ 7.82 หมื่นล้านบาท แต่ขณะเดียวกันมีภาระดอกเบี้ยจ่ายจากการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องมากถึง 1.59 แสนล้านบาท ส่งผลให้ ธปท.ขาดทุนสุทธิ 8.08 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมกับการขาดทุนอีก 5.8 หมื่นล้านบาท จากการตีมูลค่าสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศและทองคำให้อยู่ในรูปของเงินบาทที่มีมูลค่าลดลง เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น เบ็ดเสร็จ แล้ว ธปท.มีผลขาดทุนทั้งสิ้น 1.39 แสนล้านบาท และหากเงินบาทยังแข็งค่าไม่หยุด การขาดทุนของ ธปท.ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป็นไปได้ไหมว่าหากจะลดภาระของ ธปท. ด้วยการปล่อยให้ค่าเงินบาทขึ้นลงตามกลไกตลาดที่แท้จริงได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เนื่องจากเอกชนไทยยังให้ความสำคัญกับการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนน้อยเกินไป มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจข้ามชาติเท่านั้น ที่ทำป้องกันความเสี่ยงอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เห็นได้จากสัดส่วนการซื้อป้องกันความเสี่ยงในอัตราที่ต่ำ มากจนรัฐบาลจะต้องหามาตรการออกมาช่วยเอสเอ็มอีให้มีความ สามารถรับความผันผวนของอัตรา แลกเปลี่ยนให้ได้ดีขึ้น

แต่ก็ยังดีที่ ธปท.ผ่อนคลายมาตรการให้นักลงทุนไทย สามารถนำเงินลงทุนออกไปแสวงหาผลตอบแทนในต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้มีกองทุนรวม และการลงทุนทางตรงขอนำเงินออกไปซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยลดแรงกดดันด้านค่าเงินได้บ้าง

จะเห็นว่าภาระของ ธปท. ยังไม่ลดลงจากการอุ้มค่าเงินบาทตลอดทั้งปีนี้ แต่จะมีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ คำตอบคือไม่มี เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศยังผันผวน แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวชัดเจนก็ตาม นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานของไทยถูกมองว่ามีฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง หนี้ต่างประเทศอยู่ระดับต่ำและยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงลิ่ว ทำให้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ ธปท.ดูแลค่าเงินอย่างเข้มข้น การขาดทุนของ ธปท.ที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นการขาดทุนเพื่อชาติและมีเหตุผลที่อธิบายได้

อย่างไรก็ดี การขาดทุนของ ธปท.ที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นการขาดทุนทางบัญชี แต่ก็มีโอกาสสุ่มเสี่ยง ที่จะถูกดึงเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นประเด็นการเมือง โจมตีการทำงานของ ธปท.ว่าไร้ประสิทธิภาพทำให้เกิดขาดทุน ด้วยการพูดความจริงด้านเดียว เหมือน ที่มีการพยายามตีความเงินคงคลังที่ลดลงเพราะคลังไม่กู้เงินมากองไว้รอลงทุนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยว่าคลังถังแตก

เรื่องนี้จะถูกหยิบยกกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ