posttoday
คลินิกแก้หนี้ แค่ตั้งไข่ ยังไกลเป้าหมาย

คลินิกแก้หนี้ แค่ตั้งไข่ ยังไกลเป้าหมาย

06 สิงหาคม 2560

พรสวรรค์ นันทะผ่านมาร่วม 2 เดือน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัวโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หรือคลินิกแก้หนี้ มีลูกหนี้ที่เข้าร่วมปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 200-300 ราย มีมูลหนี้ประมาณ 90 ล้านบาท ดูไปแล้วช่างห่างไกลจากเป้าหมายที่ ธปท.ตั้งใจไว้ว่าจะมีลูกหนี้เข้าโครงการนี้ประมาณ 5 แสนราย มีมูลหนี้รวมกัน 1.8 แสนล้านบาท

พรสวรรค์ นันทะ

ผ่านมาร่วม 2 เดือน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัวโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หรือคลินิกแก้หนี้ มีลูกหนี้ที่เข้าร่วมปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 200-300 ราย มีมูลหนี้ประมาณ 90 ล้านบาท ดูไปแล้วช่างห่างไกลจากเป้าหมายที่ ธปท.ตั้งใจไว้ว่าจะมีลูกหนี้เข้าโครงการนี้ประมาณ 5 แสนราย มีมูลหนี้รวมกัน 1.8 แสนล้านบาท

นับเป็นเจตนาดีของ ธปท.ในการที่จะช่วยลดหนี้ครัวเรือนของประชากรไทย ที่มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะนี้ประมาณ 79-80% ของจีดีพี ซึ่งเกิดจากคนไทย 21 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 3 ล้านคน หรือ 16% เป็นหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือที่เรียกว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ ธปท.ตั้งไว้

น่าสนใจว่าแค่เพียงเริ่มต้นโครงการนี้ทำท่าจะไปไหนได้ไม่ไกล เป็นเพราะเหตุใด

ทั้งนี้ ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) ได้ลงนามร่วมกันจัดตั้งโครงการคลินิกแก้หนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจะช่วยลูกหนี้ที่มีความตั้งใจจะปลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่มีเจ้าหนี้ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ได้มีโอกาสแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างครบวงจร และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ธปท.กำหนดคุณสมบัติของลูกหนี้รายย่อยที่จะเข้าร่วมโครงการไว้ว่า จะต้องเป็นหนี้ส่วนบุคคลประเภทหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นเอ็นพีแอลก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2560 เท่านั้น

นอกจากนี้ จะต้องมีหนี้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาท จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย และเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงิน คือ มีหนี้กับธนาคารพาณิชย์ไทย และสาขาธนาคารต่างประเทศเท่านั้น ไม่รวมหนี้ของบริษัทผู้ประกอบการปล่อยกู้ที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (ธนาคารรัฐ)

แค่คุณสมบัติลูกหนี้ที่จะขอความช่วยเหลือจากแบงก์ชาติ ก็จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันยกใหญ่ และที่สำคัญระหว่างการเป็นหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และหนี้เสียของนันแบงก์นั้น ก็แตกต่างกัน

สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์นั้น ไม่มีปัญหา แต่หากของนันแบงก์ยังมีปัญหาอยู่ ประเด็นที่เป็นอุปสรรคคือ คลินิกแก้หนี้ยังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ของลูกหนี้นันแบงก์ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างขอแก้กฎหมายให้ บสส. บริหารหนี้ของนันแบงก์ ส่งผลให้ลูกหนี้ของนันแบงก์อีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือนี้

จากข้อมูลของ ธปท. ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560 พบว่า บัตรเครดิตที่ออกโดยนันแบงก์มีทั้งสิ้น 10 ล้านใบ มียอดหนี้รวม 1.3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2,079 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับของนันแบงก์มีบัญชีผู้ใช้สินเชื่อทั้งสิ้น 9.8 ล้านราย มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเอ็นพีแอล 4,207 ล้านบาท

นอกจากนี้ คลินิกแก้หนี้ยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในส่วนของหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ ทำให้โอกาสที่จะเห็นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีซึ่งล่าสุดในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 78.6% ลดลงได้อีกในระยะข้างหน้าก็ยากขึ้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดยังไม่รวมถึงการไม่สามารถช่วยลูกหนี้ที่มีหนี้มาก ซึ่งยังไม่เป็นเอ็นพีแอล แต่ก็อาการร่อแร่ ชีวิตไม่เป็นสุข ประสิทธิภาพในการทำงานไม่เต็มร้อย เพราะหมุนเงินชำระหนี้มือเป็นระวิง ที่มีอยู่จำนวนมากให้ตั้งตัวปลดเปลื้องหนี้สินได้ ทำให้ดูเสมือนว่าคลินิกแก้หนี้ทำได้แค่ให้กำลังใจลูกหนี้ แต่ไม่สามารถจ่ายยารักษาโรคให้หายได้

ไม่ใช่ว่าประชาชนจะไม่สนใจโครงการนี้ เพราะจากสถิติมีลูกหนี้ 3-4 หมื่นรายสนใจเข้ามาสอบถามเงื่อนไข และขอคำแนะนำในการจัดการหนี้ของคลินิกแก้หนี้ แต่สามารถเข้าร่วมจริงได้เพียงน้อยนิด ติดเงื่อนไขและไม่มีความเข้าใจ

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การจัดทำคลินิกแก้หนี้ถือเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานในการแก้ไขหนี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลากหลายที่อาจมีอุปสรรคในขั้นตอนการเจรจา ช่วยให้แก้ปัญหาหนี้ได้ไม่เบ็ดเสร็จ เนื่องจาก บสส.จะเป็นคนช่วยประสานงานในที่เดียวจบ ช่วยให้ลูกหนี้ที่เคยจ่ายหนี้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงทำให้ลูกหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้มากขึ้น และเมื่อแก้กฎหมายให้ บสส.เข้าไปบริหารหนี้นันแบงก์ได้จะทำให้การแก้ไขหนี้ขยายไปได้เพิ่มเติมขึ้นในอนาคต

สำหรับลูกหนี้ที่เข้าร่วมคลินิกแก้หนี้จะได้ดอกเบี้ย จากปกติบัตรเครดิต 20% และสินเชื่อส่วนบุคคล 28% เปลี่ยนเป็นรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/เดือน จะคิดดอกเบี้ยในการปรับโครงสร้างหนี้ที่ 1% รายได้ 3-5 หมื่นบาท/เดือน คิด 5% รายได้ 5 หมื่น-1 แสนบาท/เดือน คิด 6% และรายได้ 1 แสนบาท/เดือน คิด 7%

ด้าน นิยต มาศะวิสุทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บสส. กล่าวว่า คลินิกแก้หนี้ยังมีความคืบหน้าเป็นระยะ มีประชาชนให้ความสนใจต่อเนื่อง ส่วนใหญ่สอบถามมาทางเว็บไซด์ 1.8-1.9 หมื่นราย แต่มีการตัดสินใจสมัครเข้าร่วมจริงๆ ประมาณ 30% เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นเอ็นพีแอลหลังวันที่ 1 พ.ค. 2560 ทำให้ไม่เข้าคุณสมบัติร่วมโครงการได้ และอีกส่วนก็เป็นคนที่เป็นหนี้นันแบงก์ ทำให้ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมามีคนเข้ามาปรับโครงสร้างกับเราจริงๆ ประมาณ 200-300 ราย มีมูลค่ารวมประมาณ 90 ล้านบาทเท่านั้น โดยผู้มาร่วมโครงการมียอดหนี้เฉลี่ย 3-5 แสนบาท/ราย ซึ่งกลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จจะชำระหนี้เป็นก้อนเดียวตามความสามารถเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-3,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยที่หนี้ไม่กระทบมากนักระหว่างที่เข้าโครงการในระยะ 5-10 ปีนี้

"สาเหตุที่คนเข้ามาร่วมโครงการจริงๆ น้อย ทั้งที่คนสนใจก็มาก อาจเป็นเพราะเรายังทำประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับคนน้อย ทำให้จากนี้ไปจะเร่งหารือขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการทุกแห่งให้ช่วยกันทำการประชาสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยให้มีคนเข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้นได้" นิยต กล่าว

ปัญหาทั้งหลายที่ทำให้คลินิกแก้หนี้ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างราบรื่นและยังไม่สามารถเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจได้ ก็อาจทำให้ ธปท.อาจจะต้องพิจารณาผ่อนผัน หรือแก้ไขเกณฑ์บางอย่างเพื่อให้มีคนเข้ามาแก้ไขหนี้ให้มากยิ่งขึ้น n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท