
ทำไมหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง
คอลัมน์ : รู้รอบโลก รู้รอบรวยโดย จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทยนักลงทุนอาจสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นยุโรปจึงปรับตัวลดลง ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐที่เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ เหตุผลหลักก็คือ การถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของตลาดหุ้นยุโรป โดยมีบริษัทยานยนต์ชั้นนำบางบริษัทกำลังถูกคณะกรรมการของสหภาพยุโรปตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากที่วงการรถยนต์เยอรมันต้องเผชิญปัญหาปกปิดข้อมูลการปล่อยไอเสียของรถยนต์ดีเซลไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นทำให้โฟล์คสวาเกน (ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก แซงหน้าโตโยต้าด้วยผลงานยอดขายรถในประเทศจีนที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด) ต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 4,300 ล้านยูโร หรือราว 1.5 แสนล้านบาท ในกรณีที่มีส่วนรู้เห็นและใช้ซอฟต์แวร์โกงการวัดระดับการปล่อยไอเสีย
คอลัมน์ : รู้รอบโลก รู้รอบรวยโดย จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทย
นักลงทุนอาจสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นยุโรปจึงปรับตัวลดลง ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐที่เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ เหตุผลหลักก็คือ การถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของตลาดหุ้นยุโรป โดยมีบริษัทยานยนต์ชั้นนำบางบริษัทกำลังถูกคณะกรรมการของสหภาพยุโรปตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากที่วงการรถยนต์เยอรมันต้องเผชิญปัญหาปกปิดข้อมูลการปล่อยไอเสียของรถยนต์ดีเซลไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นทำให้โฟล์คสวาเกน (ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก แซงหน้าโตโยต้าด้วยผลงานยอดขายรถในประเทศจีนที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด) ต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 4,300 ล้านยูโร หรือราว 1.5 แสนล้านบาท ในกรณีที่มีส่วนรู้เห็นและใช้ซอฟต์แวร์โกงการวัดระดับการปล่อยไอเสีย
ในครั้งนี้การสอบสวนโดยคณะกรรมการของสหภาพยุโรป ระบุว่า ผู้บริหารนับร้อยคนจาก บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ และโฟล์คสวาเกน ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ ออดี้และปอร์เช่ ได้เข้าร่วมในคณะทำงานด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีส่วนในการกำหนดราคารถยนต์ดีเซลตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือพูดง่ายๆ ว่าถูกสงสัยว่ามีการฮั้วราคากันนั่นเอง ซึ่งประเมินกันว่าหากพบว่าผิดจริง อาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 20% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก กรณีดังกล่าวส่งผลให้หุ้นบริษัทรถยนต์ในยุโรปปรับลดลงกันทั่วหน้า ทั้งนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนี โดยมีการจ้างงานถึง 8 แสนอัตราในประเทศ และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในเยอรมนี
นับจากต้นปี หุ้นกลุ่มยานยนต์ยังคงให้ผลตอบแทนที่ติดลบอยู่ประมาณ 3% ในขณะที่ดัชนีหุ้นยุโรป Stoxx500 ปรับขึ้น 7.5% และหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินปรับสูงขึ้นกว่า 14% เลยทีเดียว
นอกจากนั้น ตลาดหุ้นยุโรปยังได้รับความกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจในระยะหลังที่บ่งชี้ว่าเริ่มชะลอตัว ทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้อาจจะไม่ได้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเหมือนกับช่วงครึ่งปีแรก ทำให้เป็นโอกาสในการขายทำกำไรภายหลังจากที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า







