
สิ่งทอไทยเร่งปรับตัวฝ่าปัจจัยลบ
สิ่งทอไทยเร่งปรับตัวฝ่าปัจจัยลบบาทแข็ง-ราคาวัตถุดิบพุ่ง เริ่มชะลอรับออเดอร์สินค้าซื้อขายแค่ระยะสั้น แต่ยังเชื่อปีนี้ส่งออกโต 15.2 % มูลค่า 7,487 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.24 แสนล้านบาท
สิ่งทอไทยเร่งปรับตัวฝ่าปัจจัยลบบาทแข็ง-ราคาวัตถุดิบพุ่ง เริ่มชะลอรับออเดอร์สินค้าซื้อขายแค่ระยะสั้น แต่ยังเชื่อปีนี้ส่งออกโต 15.2 % มูลค่า 7,487 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.24 แสนล้านบาท
นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง “สิ่งทอไทย ยุคใหม่ ก้าวให้ไกลไปให้ถึง” ว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย กำลังเผชิญกับผลกระทบ 2 ด้าน คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาฝ้ายปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัวสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวชะลอการรับออเดอร์จากระยะยาวเป็นระยะสั้น และหันไปใช้เส้นใยสังเคราะห์มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังมั่นใจว่าการส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยจะมีการขยายตัวตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7,487 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.24 แสนล้านบาท ขยายตัวที่ระดับ 15.2% เนื่องจากมีออเดอร์สินค้าไว้ล่วงหน้า เพียงแต่การส่งมอบสินค้าให้เหมาะสมและไม่สร้างภาระทางด้านรายได้ โดยช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ที่ผ่านมามีการขยายตัว 17 % คิดเป็นมูลค่า 4,256 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.27 แสนล้านบาท
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือราคาฝ้ายที่เป็นวัตถุดิบสำคัญมีราคาสูงเท่าตัวจาก 6 เดือนก่อนมีราคาอยู่ที่ 50 เซนต์/ปอนด์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 1 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ และอาจเจอกับปัญหาขาดแคลน ในอนาคต เนื่องจากความต้องการใช้ฝ้ายอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจีนมีความต้องการมาก ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตฝ้ายอย่างอินเดียชะลอการส่งออก หรือปากีสถานประสบกับอุทกภัยทำให้พื้นที่ปลูกฝ้ายเสียหายไป 2 ล้านตัน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยคือ ต้นทุนการผลิตจะสูง แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เพิ่มขึ้น เพราะจะเสียเปรียบคู่แข่ง”นายวิรัตน์ กล่าว
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าว่า การปรับตัวของภาคเอกชนให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจุบัน ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างสร้างสรรค นำนวัตกรรมใหม่ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ รวมทั้งการปรับตัวจากเดิมเป็นผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การออแบบและมีแบรนด์สินค้าของตัวเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตัวเอง รวมทั้งการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มเติม
นายพงษ์ศักดิ์ อัสกุล ประธานกิตติมศักดิ์ โครงการความร่วมมือระหว่างสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งอาเซียน(อาฟเท็ค) กล่าวว่า ผลจากราคาฝ้ายที่ปรับสูงขึ้นเท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการทุกคนลำบาก โดยเฉพาะโรงทอและโรงปั่นด้าย เพราะปรับราคาสินค้าไม่ได้ เมื่อเจอกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า และภาครัฐก็ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาดูแลที่ชัดเจนอีก โดยลูกค้าชะลอสั่งออเดอร์ไปจำนวน ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ปรับตัวโดยรับออเดอร์สั้นลงจาก 6 เดือนเหลือ 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ผลักดันโครงการความร่วมมือทางการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของอาเซียน หรือ โครงการ Source ASEAN Full Service Alliance(SAFSA) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้บริหารแบรนด์สินค้าดัง กับ เจ้าของโรงงานตัดเย็บ จำนวน 14 คู่ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทตัดเย็บเครื่องนุ่งห่มและบริษัทผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่เช่น เกส แมงโก มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ และโปโล ราฟ โลเรน เป็นต้น เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในการผลิตออร์เดอร์สิ่งทอ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน







