posttoday
'คุณลุงมินแห่งซานชองโย' (2)

'คุณลุงมินแห่งซานชองโย' (2)

03 สิงหาคม 2560

กลางศตวรรษที่ 16 ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ชุดเครื่องเคลือบที่มีชื่อเฉพาะที่เรียกว่า "โคอุราอิ จยาวาน-" เป็นของหายากและเป็นที่นิยมใช้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีชงชาตามธรรมเนียมชนชั้นสูง เนื่องจากเครื่องเคลือบประเภทนี้มีลักษณะงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือที่ก้นถ้วยจะแตกลวดลายจากการเผาเคลือบ กลายเป็นรูปดอกบ๊วยบานกระจายตามธรรมชาติอย่างน่าพิศวง!

กลางศตวรรษที่ 16 ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ชุดเครื่องเคลือบที่มีชื่อเฉพาะที่เรียกว่า "โคอุราอิ จยาวาน-" เป็นของหายากและเป็นที่นิยมใช้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีชงชาตามธรรมเนียมชนชั้นสูง เนื่องจากเครื่องเคลือบประเภทนี้มีลักษณะงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือที่ก้นถ้วยจะแตกลวดลายจากการเผาเคลือบ กลายเป็นรูปดอกบ๊วยบานกระจายตามธรรมชาติอย่างน่าพิศวง!

ที่จริง "โคอุราอิ จยาวาน" หรือ "โคเรียวดาวาน-" ไม่ได้เกิดในญี่ปุ่น "โคอุราอิ หรือ โคเรียว" เป็นอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลีช่วงปี 1461-1935 ซึ่งล่มสลายไปหลังจากที่ "แม่ทัพอีซองกเย" ได้ปราบดาภิเษกและสถาปนาอาณาจักรโชซอนขึ้นมา

และยิ่งไปกว่านั้น "โคอุราอิ จยาวาน" ไม่ได้เกิดในยุคสมัยโคเรียวดังที่ญี่ปุ่นเรียก หากแต่เป็นเทคนิคเฉพาะของช่างฝีมือสมัยโชซอนปั้นใช้ในสมัยนั้น เมื่อ "มือ ดิน ไฟ อากาศ" ผสานกันกลายเป็นเทคนิคเครื่องปั้นดินเผาสูตรใครสูตรมัน "โคเรียวดาวาน" มีลวดลายที่แตกหลังจากการเผาไม่ซ้ำกัน เป็นไปตามสภาพธรรมชาติของดิน-น้ำเคลือบ-ไฟ-เวลา-อากาศ ที่ละเอียดอ่อน องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง มากไปหรือน้อยไปก็เปลี่ยนผลแล้ว ในสมัยโบราณจึงไม่สามารถคาดเดาได้ และเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่จะเฝ้ารอดูทุกครั้งหลังจากออกจากเตาเผาว่า ลายดอกไม้นั้นจะแตกออกมาอย่างไร ญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติที่นิยมความงามอย่างธรรมชาติ จึงได้นำเครื่องปั้นดินเผาประเภทนี้ไปสู่บ้านเมืองตนในยุคโชซอน และเมื่อชนะสงครามก็กวาดต้อนช่างฝีมือไปด้วย จนในที่สุดเทคนิคเครื่องปั้นดินเผานี้ก็สูญหายไปเพราะต่างดิน ต่างน้ำเคลือบ ต่างธรรมชาติ

อาจารย์ "มิน ยองกี" หรือ คุณลุงมิน เจ้าของบ้าน "ซานชองโย-" แห่งหุบเขาทางใต้จังหวัดคยองซังนัมโด เป็นผู้นำเทคนิคเครื่องปั้นดินเผาที่สูญหายไปจากเกาหลีเนิ่นนานมาแล้วกลับคืนมา โดยใช้เวลาศึกษาทดลองแล้วทดลองอีกถึง 20 ปี

(ต่อจากตอนที่แล้ว) เมื่อเราไปเยือน "ซานชองโย" ก็ได้รับความรู้ว่าเหล่าถ้วยชามทั้งหลายที่วางรายรอบโชว์รูปขนาดเล็กของท่านนั้น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีมูลค่ามากเพียงใด!

หลังจากที่เพื่อนอาจารย์ชาวอิตาลีกับชาวโปรตุเกสมาดึงแขน "เชกา" ไปดูชามเล็กๆ ใบหนึ่ง ติดป้ายราคา 30 ล้านวอน หรือ เกือบ 1 ล้านบาท แต่ละคนก็อึ้ง ด้วยสายตาที่ไร้ความรู้ทางด้านเครื่องปั้นทำให้ได้แต่อุทานว่า มิน่าล่ะ ศาสตราจารย์คิม ผู้พาคณะเดินทางไปถึงกับต้องประกาศทันทีเมื่อเข้าโชว์รูม ว่า "ได้โปรดอย่าจับต้องอะไร (เด็ดขาด)"

เมื่อเดินดูภายในจนหมดแล้ว "เชกา" ได้ปลีกตัวออกมาจากห้องเพื่อเดินดูรอบๆ จึงพบเตาเผาก่ออิฐจำนวน 2 เตาทางด้านเหลือและใต้ของบ้าน ดูธรรมดามาก คือ ก่ออิฐฉาบดินเป็นปล่องยาว ทว่าภายหลังจึงทราบว่าเป็นเตาที่ก่อสร้างมาตามแบบโบราณใช้ฟืนเผาแบบโบราณ รอบๆ เตาเป็นแนวป่ามีสมุนไพรเกาหลีหลายอย่างออกดอกสะพรั่ง เป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้สร้างจินตนาการงานศิลป์ได้ดีเยี่ยม

เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ก็พบ "ศาสตราจารย์ปาร์ค" จากเยอรมนีผู้สูงวัยใกล้ 80 ปี กำลังดูชิ้นงานบนชั้น เป็นชิ้นงานที่ลูกชายของอาจารย์มินเพิ่งทำเสร็จ ลูกชายของท่านถือว่าเป็นผู้สืบทอดวิชาที่เก่งกาจมาก หลังจากจบปริญญาตรี-โททางด้านศิลปะ และหัตถอุตสาหกรรมแล้ว ก็มีผลงานแสดงที่โดดเด่นมาตลอด "ศาสตราจารย์ปาร์ค" ได้ซื้อตลับเล็กๆ ใบหนึ่งเป็นของฝากให้ภรรยา เนื่องจากภรรยาท่านชื่นชอบงานปั้น ที่จริงท่านเป็นชาวเกาหลี แต่ย้ายไปอยู่เยอรมนีเมื่อ 50 ปีก่อน จนแต่งงานกับสตรีชาวเยอรมัน ท่านเคยมาทำงานด้านสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงในไทยเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่ความทรงจำเรื่องผู้คนที่ท่านรู้จักกับภาษาไทยยังดีเยี่ยม ท่านฝากตามหาเพื่อนที่ชื่อ ดร.สมศักดิ์ ชูโต (หากผู้อ่านท่านใดพอจะทราบข่าว รบกวนช่วยอีเมลแจ้งด้วยค่ะ)

เมื่อลากลับ คณะเราไม่ได้มีของที่ระลึกตอบแทนน้ำใจเจ้าของบ้านเลย พอดี "เชกา" ได้พกตุ๊กตาช้างไทยตัวเล็กๆ ไปด้วย เผื่อว่าเจอใครก็จะให้เป็นที่ระลึก จึงได้มอบตุ๊กตาช้างไทยให้อาจารย์มินและภรรยาท่าน ปรากฏว่าท่านดีใจมาก บอกว่าเคยมาเมืองไทย ชอบคนไทยมีน้ำใจ หลังจากท่านเดินตามมาส่งที่รถแล้ว อยู่ๆ ท่านก็ส่งถุงใส่ถ้วยชา งานปั้นของบ้าน "ซานชองโย" มาให้เชกา บอกว่าตอบแทนน้ำใจที่ให้ช้าง (โอ้โห...วางตัวไม่ถูกเอาเลยค่ะ เพื่อนต่างชาติอีก 12 คน ไม่มีใครได้ อึ้งกันไปหมด)

ระหว่างทางนั่งรถกลับเข้าเมือง เพื่อนชาวอิตาลีก็เริ่มเปิดประเด็นในฐานะอาจารย์สอนการตลาด บอกว่า "ที่ราคางานปั้นตั้งได้แพงขนาดนี้ เพราะมี Story Telling ประกอบ ที่ขายได้เพราะชื่อของผู้ปั้น" ตรงตามทฤษฎีการตลาดสมัยใหม่เป๊ะ เพื่อนๆ ที่มานี้สอนทางธุรกิจไม่มีใครรู้เรื่องศิลปะเลย ก็วิจารณ์ไปตาม Mindset ของตนเอง ทั้งโปรตุเกส ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ก็เห็นพ้องต้องกัน

วันรุ่งขึ้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป บางคนบินจากปูซานกลับประเทศเลย บางคนมีเวลาเหลือจึงไปเที่ยวก่อนบินกลับ บ่ายวันนั้นเอง ห้องสนทนาในกลุ่ม Whatsapp แทบแตก อาจารย์อิตาลีเจ้าของประเด็น Story Telling ต้องไปขึ้นเครื่องที่โซล มีเวลาเหลือจึงไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีในกรุงโซล เขาส่งเมสเซจมาพร้อมรูป บอกว่า "พระเจ้าช่วย ฉันมาพิพิธภัณฑ์ เจอชามปั้นอายุ 500 ปี เหมือนกับที่เห็นที่โชว์รูมเลย อาจารย์มินไม่ธรรมดาจริงๆ มายก๊อดๆๆ"

รูปด้านล่าง...............

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท