
ขมิ้นชันสีแสดสู่ตลาดโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยระหว่างวันที่ 2-4 ส.ค. 2560 ผมได้ลงไปเก็บข้อมูลการปลูกขมิ้นชันเพื่อสร้างรายได้ของเกษตรกรของ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง ภายใต้โครงการจัดทำยุทธศาสตร์และฐานข้อมูลสมุนไพรเพื่อเพิ่มศักยภาพการตลาดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปสู่สากล ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ที่กำลังผลักดันให้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อก้าวสู่ตลาดโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
ระหว่างวันที่ 2-4 ส.ค. 2560 ผมได้ลงไปเก็บข้อมูลการปลูกขมิ้นชันเพื่อสร้างรายได้ของเกษตรกรของ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง ภายใต้โครงการจัดทำยุทธศาสตร์และฐานข้อมูลสมุนไพรเพื่อเพิ่มศักยภาพการตลาดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปสู่สากล ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ที่กำลังผลักดันให้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อก้าวสู่ตลาดโลก
ผมได้ลงไปเก็บข้อมูลขมิ้นชันของ คุณขวัญฤดี จันทร์แก้ว ประธานกลุ่มขมิ้นชันปลอดสารพิษ และคุณจันทณี ฤทธิกุล ทายาทของคุณวินัย ฤทธิกุล จ.สุราษฎร์ธานี มีสมาชิกในกลุ่ม 18 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูกรวมทั้งหมด 150 ไร่ เฉลี่ยครัวเรือนละ 8 ไร่ ขมิ้นชันของสุราษฎร์ธานีเป็นพันธุ์ที่เรียกว่า "ขมิ้นสีแสด" ซึ่งทางกลุ่มฯ บอกว่าเป็นขมิ้นชันที่ดีที่สุดของประเทศไทยเพราะกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ผลรับรองผลการวิเคราะห์ผงขมิ้นชันเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2545 ว่ามี "ค่าปริมาณเคอร์คูมินอยด์ มากถึง 20.8% ตามน้ำหนัก"
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการปลูกขมิ้นของ อ.บ้านตาขุน และพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้ได้กลายเป็นหนึ่งทางเลือกรายได้เสริมของเกษตรกรในภาคใต้ เนื่องจากราคายางพาราที่ปรับตัวลดลง สำหรับพืชทางเลือกในพื้นที่มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ การปลูกกล้วยหอมทอง มะละกอแขกดำ และขมิ้นชัน แต่การปลูกกล้วยหอมทองนั้นเกษตรกรผลิตออกมาเยอะทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรจังหันมาปลูกขมิ้นชัน ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพหลัก คือ การปลูกยางพารา โดยผลิตน้ำยางสดเป็นหลัก ใน 1 วันได้น้ำยางสด 20 กิโลกรัม (กก.)/ไร่ ทำให้ได้ 300 กก./ไร่/เดือน ทำให้มีรายได้หลังหักเฉลี่ยแล้ว 2 หมื่นบาท/เดือน และเมื่อรวมกับรายได้จากการปลูกขมิ้น 4,100 บาท เท่ากับ 2,500x20 บาท/กก. ทำให้รายได้ต่อเดือนเท่ากับ 2.41 หมื่นบาท
ส่วนมูลค่าเพิ่มจากการนำขมิ้นชันมาแปรรูปพบว่าจากขมิ้นชันสด 10 กก. เมื่อผ่านกระบวนการฝานแล้วจะได้ 1 กก. (ราคา 300 บาท/กก.) เมื่อนำแบบฝานไปบดผง กก.ละ 500 บาท (สัดส่วน 1 กก.ฝานเท่ากับ 1 กก.บด) ซึ่ง 1 กก.บดผงใส่แคปซูลได้ 3,000 แคปซูล ขายแคปซูลละ 1.5 บาท เท่ากับ 4,500 บาท แสดงว่ามูลค่าเพิ่มขึ้น 20 เท่า
ข้อเสนอแนะในการผลักดันเพื่อให้ไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปขมิ้นชันสำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ขมิ้นชันสิ่งที่ผมพบว่ากระบวนการผลิตยังไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ ผมจึงมีข้อเสนอแนะ คือ
1.การสนับสนุนในการสร้างโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อป้องกันฝุ่นเกาะและให้มีความสะอาดมากขึ้น 2.การสนับสนุนโรงงานแปรรูปที่มีมาตรฐาน GMP ที่แยกขั้นตอนของการแปรรูปตามห้องแปรรูปต่างๆ 3.สนับสนุนเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ต้องมีมาตรฐานและควบคุมความสะอาด 4.การจัดทำกล่องและบรรุจุภัณฑ์ต้องสวยงามและทันสมัยมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 5.การสร้างความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยให้เกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 6.ต้องให้คำจำกัดความคำว่า "โปรดักต์แชมเปี้ยนสมุนไพร" นั้นให้ชัดเจนว่าต้องการขายในประเทศหรือต่างประเทศ หรือต้องการชูให้เป็นสมุนไพรแห่งชาติเท่านั้น
7.การขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณยังทำได้ยากและใช้ระยะเวลานาน ส่งผลให้ปัจจุบันแทบไม่มียาแผนไทยหรือยาแผนโบราณใหม่ๆ ขึ้นทะเบียนเลย แต่หากเป็นสูตรยาใหม่ที่ไม่เคยผ่านการขึ้นทะเบียนจะใช้เวลาในการพิจารณานานที่นานกว่านี้มาก
8.สร้างห้องแล็บที่เพียงพอและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากล 9.การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น ส่วนผสมกับข้าวไทย 10.สร้างสตอรี่และประวัติให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งสมุนไพรแต่ละตัวของไทยมีอยู่แล้วแต่ต้องอาศัยการโปรโมท กรณีของ อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี น่าจะนำมาสร้างเป็นเรื่องราวจากท้องถิ่นของภาคใต้ เพราะขมิ้นพันธุ์ สีแสดนี้อยู่คู่กับพื้นที่มากว่า 100 ปี 11.สนับสนุนเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัย ตั้งแต่วัตถุดับจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย







