posttoday
ไพรมารีโหวต

ไพรมารีโหวต

02 สิงหาคม 2560

ไชยันต์ ไชยพรก่อนหน้านี้ การสรรหาผู้สมัครมาลงในเขตเลือกตั้งต่างๆ ของพรรคการเมืองในบ้านเราน่าจะเป็นในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ ถ้าพรรคอยู่ภายใต้การนำของคนๆ เดียว เอกบุคคล น่าจะเป็นคนใช้วิจารณญาณหยิบคนที่เขาคิดว่าจะชนะเลือกตั้ง หรือถ้าเขตนั้นเป็นเขตที่ชื่อของพรรคภายใต้เอกบุคคลนั้นได้รับความนิยมสูงเสมอ ประเภทส่ง "ใครก็ได้" ก็ชนะอยู่ดี แบบนี้ เอกบุคคลจะมีอิทธิพลมาก ผู้สมัครต่างต้องวิ่งเข้าหาและทำหรือสัญญาทุกอย่างว่าจะสนับสนุนท่านเอกบุคคล แต่ถ้าเป็นเขตที่ยังไม่แน่นอน (เคยชนะบ้างและแพ้บ้าง) แต่ตัวผู้สมัครพอจะมีฐานเสียง ผู้สมัครก็พอจะเล่นตัวต่อรองกับเอกบุคคลนั้นได้

ไชยันต์ ไชยพร

ก่อนหน้านี้ การสรรหาผู้สมัครมาลงในเขตเลือกตั้งต่างๆ ของพรรคการเมืองในบ้านเราน่าจะเป็นในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ ถ้าพรรคอยู่ภายใต้การนำของคนๆ เดียว เอกบุคคล น่าจะเป็นคนใช้วิจารณญาณหยิบคนที่เขาคิดว่าจะชนะเลือกตั้ง หรือถ้าเขตนั้นเป็นเขตที่ชื่อของพรรคภายใต้เอกบุคคลนั้นได้รับความนิยมสูงเสมอ ประเภทส่ง "ใครก็ได้" ก็ชนะอยู่ดี แบบนี้ เอกบุคคลจะมีอิทธิพลมาก ผู้สมัครต่างต้องวิ่งเข้าหาและทำหรือสัญญาทุกอย่างว่าจะสนับสนุนท่านเอกบุคคล แต่ถ้าเป็นเขตที่ยังไม่แน่นอน (เคยชนะบ้างและแพ้บ้าง) แต่ตัวผู้สมัครพอจะมีฐานเสียง ผู้สมัครก็พอจะเล่นตัวต่อรองกับเอกบุคคลนั้นได้

แต่การที่เอกบุคคลจะรู้ว่าใครเป็นใครในเขตนั้น จะนั่งอยู่บ้านรับฟังสรรพคุณก็คงไม่แน่นอน คงต้องลง พื้นที่ไปดูให้เห็น ถ้ามีเงินก็อาจจ้างคนทำโพลวัดกระแสจริงๆ แต่ถ้ามีไพรมารีก็จะวัดกันได้ว่าใครมีของ แต่ถ้าเป็นเขตที่แพ้ตลอดกาล แต่ยังไงก็ต้องส่ง คนสมัครหน้าใหม่ก็ต้องจำทนลง และเอกบุคคลก็คงไม่ค่อยจะยี่หระเท่าไร แต่ถ้ามีไพรมารี อย่างน้อยก็พอจะเห็นได้ว่าพอมีของอยู่บ้าง

ในกรณีที่พรรคไม่ได้อยู่ภายใต้การนำของคนๆ เดียวแม้จะมีหัวหน้าพรรคก็ตาม คราวนี้คณะบุคคล (The Few) ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะมีบทบาทสำคัญ การจะให้ใครลง ผู้สมัครคงต้องทำให้เข้าตาคณะกรรมการอย่างน้อยก็ต้องครึ่งหนึ่งถ้ากติกาของพรรคกำหนดไว้เช่นนั้น ซึ่งกรรมการบริหารมักจะแบ่งกันไปตามสาขาพรรค ใครจะลงเขตทางใต้ก็ต้องขึ้นกับนายหัวที่เป็นกรรมการบริหารพรรค

ถ้าเขตหรือภาคชนะตลอดกาลอยู่แล้ว ในแง่นี้ คณะกรรมการบริหารจะมีอิทธิพลสูงมาก เพราะจะชนะหรือไม่ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้สมัครเท่ากับชื่อพรรค ส่ง "เสาไฟฟ้า" ไปก็ชนะอยู่ดี ส่วนเขตที่ไม่แน่ไม่นอน ผู้สมัครคงต้องโชว์ว่ามีของ และก็เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้น ไม่มีอะไรจะชัวร์เท่ากับวัดที่ไพรมารีกันเลย รวมทั้งเขตที่แพ้ตลอดกาลก็เช่นกันอาจมีลุ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งสองกรณีคือ กรณีพรรคอยู่ใต้คนๆ เดียว กับพรรคที่อยู่ใต้คณะบุคคล จะพบว่า การส่งผู้สมัครจะถูกกำหนดโดยคนคน เดียวหรือคณะบุคคลตามลำดับ แบบแรกแบบจ่าฝูง ก็ออกเผด็จการหน่อยๆ แบบที่สอง คลายตัวมานิด ก็เข้าข่ายคณาธิปไตย แต่ถ้ามีไพรมารี ก็ดูเหมือนว่าจะให้คนหมู่มาก (The Many) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นถ้าเทียบกับแต่ก่อนที่ไม่เปิดโอกาสอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงหากการส่งผู้สมัครถูกกำหนดร่วมกันจากทั้งสามส่วนในพรรคจะดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจากเอกบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่คือหัวหน้าพรรค (ยกเว้นหัวหน้าที่เป็น หุ่นเชิด หรือทั้งพรรคเป็นหุ่นเชิดให้กับใครก็ตาม) หรือคณะบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และเป็นปัจจัยสำคัญในตอนลงคะแนนเลือกตั้ง สส.

ที่ต้องให้มีทั้ง 3 ส่วนในการกำหนดตัวผู้สมัครก็เพราะ 1.คนที่กว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคใด จะต้องมีบารมี น่าจะต้องผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว มีประสบการณ์ได้รับการยอมรับทั้งจากคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรค น่าจะมีวิสัยทัศน์ และหากเมื่อตัดสินกันไม่ได้ คะแนนสูสี ก็ต้องให้เสียงเอกบุคคลคนนี้แหละชี้ชาด และที่เหลือทั้งพรรคก็เกรงใจยอมรับได้ 2.คณะบุคคลมีแง่ดีคือ ช่วยกันคิดถกเถียงหารือให้รอบคอบเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะถ้าคนคน เดียวตัดสินเลือกผู้สมัครไปหมด ก็อาจจะมองไม่ทั่วและอคติได้ และพรรคจะเป็นของคนคน เดียวไป

3.ให้คนส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกพรรคตัดสิน ในแง่นี้ ความเป็นประชาธิปไตยจะชัด และภายใต้สมมติฐานว่า หากสมาชิกพรรคเลือกใครให้เป็นผู้สมัคร ก็จะลงคะแนนให้ตอนเลือกตั้งจริง จะมีความชัดเจนว่าจะวางแผนยุทธศาสตร์หาเสียงกัน ต่อไปยังไง และที่สำคัญคือ ผู้สมัคร คนอื่นๆ ที่แพ้ไพรมารี ก็ควรจะลงไปช่วยคนที่ชนะไพรมารีกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แพ้แล้วนอนอยู่บ้านทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง เพราะแต่ก่อน อาจน้อยใจหัวหน้าพรรคที่ไม่ส่งตัวเองลง หรือน้อยใจคณะกรรมการบริหาร แต่ถ้าเป็นไพรมารีแล้ว จะไปน้อยใจประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคได้ไง ก็ตัวเองไม่ได้ใจเขาเห็นๆ สู้ทำตัวมีสปิริตดีกว่า เผื่อรอบหน้าจะได้ใจไพรมารีได้

พูดไปดูเหมือนไพรมารีมีแต่แง่ดี แต่ถ้าไม่สอพลอคนหมู่มาก เหมือนกับที่ชอบพูดชอบอ้างท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ว่า "มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ" ... จริงอยู่ คนไม่กินแกลบ แต่บางคนกินแมลงสาบ และไม่ได้จำใจกินด้วย กินเพราะชอบเอง แม้คนไม่ได้กินแกลบ แต่คนที่กินแกลบหรือแมลงสาบไม่ได้ใช้เวลากับเรื่องการบ้านการเมืองเท่ากัน แม้ว่าทุกคนจะมีวิจารณญาณทางการเมืองเท่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือ ทุกคนมีอคติกันทั้งนั้น และภาพอคติจะถูกยัดเยียดตอกย้ำหากสังกัดพรรค โดยเฉพาะในเมืองไทย อีกทั้ง บางอาชีพอาจจะไม่สะดวกใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคและเปิดหน้าไปลงไพรมารี เช่น เป็นข้าราชการ ไม่แน่ใจว่าการสมัครและประกาศตัวเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะให้คุณให้โทษกับ ตัวเองหรือไม่ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ต้องคิดหนักกับการสมัครเป็นสมาชิกพรรคและเปิดหน้าทำไพรมารี ถ้าไม่ไป อาจจะขาดเสียงของคนเหล่านี้ไป เป็นจำนวนเท่าไร สำคัญไหม? แล้วคนไทยแบบไหนบ้างที่พร้อมจะสมัครสมาชิกพรรค โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก และไปลงคะแนนเสียงให้นักการเมืองที่เขาไว้วางใจในขั้นตอนไพรมารี? แล้วถ้าไปลงคะแนนไพรมารีให้คนคน หนึ่ง แต่ถึงเวลาเลือก เลือกคนอื่น จะเป็นอะไรไหม?

เพราะตอนไพรมารีก็ต่อรองกันอย่างหนึ่ง ตอนเลือกตั้งก็อีกอย่างหนึ่ง!

ลองคิดดูว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสมาชิกพรรคหนึ่ง แล้วรอง ผู้ว่าฯ เป็นอีกพรรคหนึ่ง หรือทหารระดับ ผบ.พันเป็นพรรคหนึ่ง ส่วนลูกน้องเป็นอีกพรรคหนึ่ง จะเป็นอย่างไร มิพักต้องพูดถึงระดับผู้บัญชาการทหาร ดูเหมือนจะมีทางเลือกอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ คนระดับเหล่านี้จะไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรค ลอยตัวไม่สังกัดพรรค จึงไม่ สามารลงคะแนนไพรมารีได้ แต่ไปลงคะแนนตอนเลือกตั้งเลย อีกอย่างหนึ่งคือ เปิดหน้ากันไป และต้องเคารพในเสรีภาพและความเสมอภาคของแต่ละคนที่จะนิยมพรรคการเมืองไหน ต้อง ไม่ว่ากัน ไม่ตั้งแง่กัน

ถ้าเป็นอย่างแรก การทำไพรมารีก็จะส่งผลออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็ดี การเมืองจะได้เข้มแข็งและชัดเจน และหลักการเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองก็ต้องทำให้เป็นจริง...เอา...ถ้าเช่นนั้นเมื่อถึงเวลาจะทำไพรมารี ขอให้ลุงตู่ ปู่มีชัยและเหล่าท่านๆ ทั้งหลายเป็นผู้นำ "เปิดตัว" เปิดศักราชใหม่การเมืองไทยเสียเลย พี่น้องจะได้สบายใจและเดินตามผู้ใหญ่... n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท