
เจโทรเร่งไทยแก้ปัญหา หนุนลงทุนอีอีซี
ฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่น เรื่องแผนลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยตอบว่ามีแผนลงทุนที่แน่นอน หรือเพิ่มขึ้น 5% มีความสนใจอย่างมากที่จะลงทุนเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีแผนลงทุนที่ชัดเจน 9% มีความสนใจที่จะลงทุนเพิ่มเติม 25% ไม่แน่ใจ 34% และไม่มีแผนลงทุนเพิ่มเติม 26%
ฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่น เรื่องแผนลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยตอบว่ามีแผนลงทุนที่แน่นอน หรือเพิ่มขึ้น 5% มีความสนใจอย่างมากที่จะลงทุนเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีแผนลงทุนที่ชัดเจน 9% มีความสนใจที่จะลงทุนเพิ่มเติม 25% ไม่แน่ใจ 34% และไม่มีแผนลงทุนเพิ่มเติม 26%
"บริษัทที่ยังไม่แน่ใจและไม่มีแผนลงทุน คาดว่าจะมาจากเอกชนญี่ปุ่นบางส่วน ที่ลงทุนในพื้นที่เหนือ กทม. คือ จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวนมาก จึงยังไม่มีแผนลงทุนเพิ่ม ประกอบกับสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่นที่มีจำนวน 1,735 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีในสัดส่วน 50% จึงยังไม่สนใจเพิ่มลงทุน หรือบางส่วนลงทุนในพื้นที่ อีอีซีอยู่แล้ว" มิทสึมะตะ กล่าว
ส่วนนโยบายของภาครัฐที่นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าได้ผลในเขตอีอีซี พบว่า อันดับ 1 จะเป็นเรื่องการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านการส่งในระยะเริ่มต้น ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง และทางหลวงระหว่างกรุงเทพฯ และเขตอีอีซี รองลงมา การผ่อนปรนข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขออนุญาตที่มีการลดข้อบังคับ ใช้ระบบฟาสต์แทร็กในขั้นตอนขอใบอนุญาต ส่วนอันดับ 3 จะเป็นการพัฒนาสนามบินและท่าเรือ ทั้งการขยายสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือแหลมฉบัง
ส่วนอันดับ 4 เรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่อแรงงานที่มีทักษะสูง และอันดับ 5 การเปิดโอกาสในการแนะนำและแสดงเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงโมเดลธุรกิจ เผื่อการปรับใช้ทั้งไอโอที (IOT) หุ่นยนต์ และรถยนต์อัตโนมัติ ส่วนอันดับ 6 เรื่องการให้สิทธิประโยชน์เทคโนโลยีขั้นสูง
ด้านข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย อันดับ 1 จะเป็นด้านการพัฒนาระบบและปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษีศุลกากรสูงสุด รองลงมา ส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในเขตกรุงเทพฯ ส่วนการดำเนินการป้องกันเหตุอุทกภัยอย่างจริงจังอยู่อันดับ 6 ถือว่าอันดับเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ที่อยู่อันดับ 9 แสดงว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีความกังวลและอยากให้มีการดำเนินการป้องกันอย่างจริงจัง
ส่วนการขยายธุรกิจไปในประเทศเพื่อนบ้านจากประเทศไทย ตามนโยบายไทยแลนด์พลัสวัน พบว่า บริษัทส่วนใหญ่มีการจัดตั้งแล้ว 20% รองลงมามีแผนจะจัดตั้ง 10% ไม่มีแผนจัดตั้ง 54% และไม่แน่ใจ 16% ส่วนประเทศที่เข้าไปจัดตั้งบริษัทแล้ว หรือคิดไป จัดตั้ง อันดับ 1 จะเป็นประเทศเวียดนาม 52% รองลงมา อินโดนีเซีย 45% เมียนมา 40% และจีน 34%
"ในระยะยาว 5-10 ปี นักลงทุนญี่ปุ่นมองประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ มีความดึงดูดน่าลงทุน เป็นฐานการผลิตสำคัญ เห็นได้จากผลการสำรวจที่ผ่านมาที่บริษัทญี่ปุ่นมีแผนลงทุนในไทยระดับสูง" มิทสึมะตะ กล่าว
ซึโยชิ อิโนอูเอะ กรรมการผู้จัดการ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ หรือเจซีซี กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมองประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมขั้นสูง ส่วนเวียดนามก็อาจเป็นอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป โดยในช่วง 10 ปีก่อน บริษัทญี่ปุ่นเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยด้านภาษีนิติบุคคล และการลงทุนสาธารณูปโภค แต่ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นจะมีข้อเรียกร้องด้านการพัฒนาบุคลากร การดำเนินเรื่องศูนย์วิจัยและพัฒนา ซึ่งรัฐบาลไทยเข้าใจในเรื่องนี้และมีการออกมาตรการใหม่
ขณะเดียวกัน เจซีซีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านภาษีศุลกากร เพื่อร่วมทำงานกับกรมศุลกากรในการร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ คาดว่าในเดือน พ.ย.นี้ จะมีการออกร่าง พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่ เชื่อว่าจะเป็นผลดีในอนาคต อีกทั้ง เจซีซียังจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 3 ชุด ที่จะดูแลทั้งเรื่องอีอีซี ดิจิทัล และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (เฮลท์แคร์)







