posttoday
แก้หนี้ประชาชน...เป็นวาระแห่งชาติ

แก้หนี้ประชาชน...เป็นวาระแห่งชาติ

31 กรกฎาคม 2560

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. ประกาศดีเดย์ 1 ก.ย. 2560 กำหนดเกณฑ์ใหม่คุมหนี้ประชาชนไม่ให้กู้เงินเกินตัวจนไม่มีปัญญาผ่อนส่ง-ใช้คืนกลายเป็นปัญหาหนี้เสีย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยรวมทั้ง คสช.พยายามเข้ามาแก้ไข ส่วนเรื่องเกณฑ์การกู้เงินที่จะใช้ใหม่ทาง ธปท.และ ครม.มีแนวคิดมาตั้งแต่ปลายปี ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำเสนอมาหลายครั้ง

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. ประกาศดีเดย์ 1 ก.ย. 2560 กำหนดเกณฑ์ใหม่คุมหนี้ประชาชนไม่ให้กู้เงินเกินตัวจนไม่มีปัญญาผ่อนส่ง-ใช้คืนกลายเป็นปัญหาหนี้เสีย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยรวมทั้ง คสช.พยายามเข้ามาแก้ไข ส่วนเรื่องเกณฑ์การกู้เงินที่จะใช้ใหม่ทาง ธปท.และ ครม.มีแนวคิดมาตั้งแต่ปลายปี ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำเสนอมาหลายครั้ง

เหตุผลสำคัญที่หนี้ครัวเรือนกลายเป็นวาระแห่งชาติ จากตัวเลขหนี้มีประมาณ 11.480 ล้านล้านบาท คนไทยทุกคนตั้งแต่คลอดออกมา จนถึงใกล้จะตายล้วนมีหนี้เฉลี่ยคนละ 174,133 บาท คิดเป็นร้อยละ 80 ของจีดีพี ตัวเลขจะแตกต่างมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้และเอาฐานจำนวนประชากรของหน่วยงานใด ณ เวลาใด มาหารเฉลี่ย ซึ่งตัวเลขคงไม่ใช่ประเด็น แต่ที่สำคัญแสดงถึงหนี้ครัวเรือนของไทยคงต้องกลับมาดูกันอย่างจริงจังว่าจะแก้ไขอย่างไร

หนี้ของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจไปหลายแสนล้านแต่เศรษฐกิจยังซึม ต่อเนื่องมา 2-3 ปี ตัวเลขเงินเฟ้อ แทบไม่ขยับอยู่ในเกณฑ์ต่ำประมาณร้อยละ 0.8 จนกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.คงดอกเบี้ยอัตราต่ำไว้ต่อเนื่องมาเป็นปี เศรษฐกิจที่ยังขับเคลื่อนได้มาจากการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งอาจทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้บ้าง แต่อานิสงส์คงไปไม่ถึงมือประชาชนระดับล่าง

ตัวเลขเฉลี่ยของผู้เป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินมีจำนวน 19 ล้านคน มีหนี้รวม 9.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และที่สำคัญเป็นหนี้บัตรเครดิตและลีสซิ่ง ขณะที่นโยบายประเทศกำลังจะไปสู่ 4.0 นัยว่าจะทำให้คนไทยมีรายได้เฉลี่ยสี่แสนบาทต่อปีใน 2 ทศวรรษหน้า แต่วันนี้เรามีคนจนมาลงทะเบียนกับรัฐบาลประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 34.7 มีตั้งแต่ระดับจนน้อยไปถึงจนมาก ที่สำคัญมีคนเกือบจนอยู่ระดับแตะเหนือเส้นความยากจน (Near Poverty Line) ประมาณ 8.58 ล้านคน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 31,764 บาท/คน/ปี เอา 365 วันมาหารเห็นตัวเลขแล้ว น่าตกใจ

ปัญหาหนี้ของไทยซึ่งติดแชมป์หนี้สูงของเอเชียแปซิฟิกแก้ยากครับ เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง นิสัยคนไทยใช้จ่ายไม่ประมาณตัวชอบสร้างหนี้ ขณะที่ภาครัฐการช่วยเหลือให้เป็นหนี้ไม่ใช่ให้เป็นเงินและยังส่งเสริมให้คนเป็นหนี้โดยใช้ดอกเบี้ยต่ำๆ คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่ระดับเกษตรกรและคนฐานรากไปจนถึงคนในเมือง

มนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะ กทม.และเมืองใหญ่ๆ พอทำงานเริ่มมีสตางค์ก็ผ่อนรถทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ แต่ละปีเกือบ 1 ล้านคัน ตัวเลขนี้เฉพาะรถยนต์ งานมอเตอร์โชว์แต่ละปีจัดทีไรคนเต็มขนาดเศรษฐกิจไม่ดีแต่ยอดจองไม่ตกตามมาด้วยหนี้ไฟแนนซ์ หนี้ที่เป็นปัญหาดอกเบี้ยหฤโหดคือหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดและลีสซิ่งมีตัวเลขสูงถึง 1.08 ล้านล้านบาท หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ 1.769 ล้านล้านบาท และหนี้ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น บริษัทประกันชีวิต โรงจำนำ รวมกัน 1.743 ล้านล้านบาท ตัวเลขหนี้ค้างชำระเฉลี่ย 90 วัน ที่สำคัญคนใกล้เกษียณยังเป็นหนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต

ดังนั้น การที่ ธปท.ออกมาตรการคุมสินเชื่อโดยกำหนดเพดานรายได้ เช่น สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต รายได้ต่ำกว่าสามหมื่นบาทกู้ได้ 1.5 เท่า แต่กู้ได้ไม่เกิน 3 แห่ง/ราย หากรายได้เกินสามหมื่นกู้ได้ 3-5 เท่า รายละเอียดไม่ขอกล่าวไปหาดูกันเอง การกำหนดวงเงินตามหลักเกณฑ์หาก ทำได้ถือว่าดี เพราะเป็นการแก้ปัญหาหนี้เกินตัว

ประเด็นคือดอกเบี้ยบัตรเครดิตถึงจะลดแต่ก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ปกติถึง 2.5 เท่า ภายใต้สถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ สภาพคล่องล้น ตัวเลขปล่อยสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์ต่ำเพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวภาคเอกชนไม่ค่อยขยับด้านการลงทุน รายใหญ่หากต้องการเงินก็ไปออกตราสารหนี้เองไม่กู้แบงก์ ส่วนรายย่อยหรือธุรกิจที่อยากได้เงินแบงก์กลับระมัดระวังไม่ปล่อยสินเชื่อ สภาพคล่องล้นระบบแบบนี้มาตรการของแบงก์ชาติจะมีผลมากน้อยเพียงใด เพราะในด้านของสถาบันการเงินคงอยากปล่อยกู้ให้กับรายย่อยรวมทั้งบัตรเครดิตถึงจะเสี่ยงแต่ดอกเบี้ยก็คุ้ม

คำถามคือภายใต้ความเปราะบางของการบริโภคครัวเรือนมีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา 2-3 ปีนิ่งมาโดยตลอด ผลกระทบจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยคงมีส่วนที่จะทำให้การใช้จ่ายโดยเฉพาะจากบัตรเครดิตซึ่งคงจะลดลง ผลข้างเคียงคงจะไปกระทบการฟื้นตัวของการบริโภคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งประชาชนซึ่งมีรายได้น้อยอยู่ได้เพราะหนี้จำนวนกว่า 1 ใน 3 ของประชากรวัยทำงานจะทำอย่างไร สำหรับเกษตรกรซึ่งแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว ยาง ราคาไม่ค่อยจะดี เงินไม่พอใช้แล้วจะให้คนเหล่านี้ทำอย่างไร ขณะที่คนทำงานในเมืองเกินกว่าครึ่งล้วนเป็นหนี้ทั้งนั้น ที่สุดแล้วคงจะหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ กรณีโครงการของรัฐที่จะช่วยแก้ไขหนี้ เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้เป็นข่าวครึกโครม แต่เอาจริงคนมาขอกู้ 3.9 หมื่นราย แต่ปล่อยเงินได้จริงเพียง 102 ราย ปัญหาหนี้ครัวเรือนหากแก้ง่ายๆ คงจบไปนานแล้ว...จริงไหมครับ

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat) n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท