
'แคร์รี่เทรด'คึกคัก ฉวยโอกาสเฟดถอย
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลต่อ "ทิศทางการใช้นโยบายการเงินเข้มงวด" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไปไม่ได้ไกลและเร็วเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ในทีแรก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออาจจะวืดเป้าที่เฟดตั้งเอาไว้ และตัวแปรที่จะสร้างอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอย่างนโยบายการลงทุนและสนับสนุนธุรกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กำลังเผชิญกับทางตัน
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลต่อ "ทิศทางการใช้นโยบายการเงินเข้มงวด" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไปไม่ได้ไกลและเร็วเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ในทีแรก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออาจจะวืดเป้าที่เฟดตั้งเอาไว้ และตัวแปรที่จะสร้างอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอย่างนโยบายการลงทุนและสนับสนุนธุรกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กำลังเผชิญกับทางตัน
แต่ในขณะที่เกิดความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยนั้นเอง ความวิตกต่อความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐกลับ ลดลงน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน ส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ "เสี่ยง" กว่า ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นตามมาด้วย และนั่นเองที่ช่วยจุดประกายให้ "การแคร์รี่เทรด" กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แคร์รี่เทรด คือ การกู้ยืมในสกุลเงินที่ "ถูกกว่า" และนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยอาศัยข้อได้เปรียบในความต่างด้านอัตราดอกเบี้ยในแต่ละประเทศ เพื่อกู้ยืมเงินในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและไปลงทุนในประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยมากกว่า ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนที่ดีกว่าตามไปด้วย
หลังการประชุมของเฟดเมื่อวันที่ 25-26 ก.ค.ที่ผ่านมา ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามการเดิมพันของนักลงทุนในตลาด ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% จากเดิมที่อยู่เหนือระดับดังกล่าว และยังมีคาดการณ์ว่าในปีหน้า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 2 ครั้ง จากเดิมที่คาดจะขึ้น 3 ครั้ง สำหรับปี 2018 โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของเฟดอยู่ที่ 1.00-1.25%
อัตราเงินเฟ้อสหรัฐในรอบ 12 เดือน นับถึงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับขึ้นเพียง 1.6% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2016 และยังพลาดเป้าหมายของเฟดที่ 2% โดยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แม้จะบ่งชี้ถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้น แต่ก็หมายถึงรายได้ที่ค้าปลีกจะได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งยอดค้าปลีกเดือน มิ.ย. ปรับลดลงไป 0.2% ยิ่งทำให้เฟดต้อง "รอ" ให้ตลาดแรงงานที่เริ่มตึงตัว สำแดงผลให้ค่าแรงปรับตัวเพิ่มขึ้น
แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของสหรัฐจะปรับขึ้นถึง 2.6% จากการบริโภคที่ฟื้นตัว แต่การขยายตัวของค่าแรงยังคงหดตัวลงไป แม้อัตราว่างงานจะอยู่ที่เฉลี่ย 4.4% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราว่างงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2008-2009 ที่สูงกว่า 10%
ทว่า หลังเฟดเปิดผลการประชุมได้ไม่ทันไร ดัชนีความผันผวนซีบีโออี หรือวิกซ์ ซึ่งวัดความกังวลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวลดลงระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา สู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และความกังวลดังกล่าวก็ลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2016 ที่ผ่านมา
ความกังวลต่อความผันผวนที่น้อยนี้ ประกอบกับความคาดหวังที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะไม่พุ่งขึ้นไปมาก ยังมาพร้อมกับธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เริ่มจะขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเฟดกันมากขึ้น เช่น ธนาคารกลางแคนาดาที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี จาก 0.50% เป็น 0.75% เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มหันไปมองสินทรัพย์ค่าตอบแทนสูงกว่าจากค่าเงินสกุลอื่นๆ เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินในตลาดเกิดใหม่
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นไปแข็งค่าที่สุดในรอบ 25 เดือน เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา และแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 11% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ขณะที่ค่าเงินเรียลบราซิลแข็งค่าขึ้นไป 2% และค่าเงินแรนด์แอฟริกาใต้แข็งค่าขึ้นไป 1.9% ในการซื้อขาย 5 วัน ก่อน วันที่ 20 ก.ค. โดยตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ก็ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนแคร์รี่เทรดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นแม้จะอยู่ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ (แต่ยังสูงกว่าสหรัฐ) สร้างความปวดหัวให้กับประเทศจุดมุ่งหมายการลงทุน โดยธนาคารกลางออสเตรเลียคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 1.5% หลังการประชุมเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่า และทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เติบโต เช่นเดียวกับการส่งออก การจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน การลงทุนแคร์รี่เทรดมักเป็นไปในระยะสั้นมากกว่า เพราะนักลงทุนจะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของธนาคารที่จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ผลตอบแทนในตลาดสหรัฐอาจสูงขึ้นได้ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นจากการมาตรการปรับลดงบดุล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาลและตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) ขนาด 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148 ล้านล้านบาท) ของเฟด
หลังการประชุมวันที่ 25-26 ก.ค.ที่ผ่านมา เฟดได้เปลี่ยนถ้อยคำบางส่วนเมื่อพูดถึงการปรับลดขนาดงบดุล โดยเปลี่ยนจากเตรียมจะเริ่มลด "ภายในปีนี้" เป็น "จะเริ่มในเร็วๆ นี้" ซึ่งทำให้ตลาดต่างคาดการณ์ว่า เฟดจะประกาศลดงบดุลครั้งแรกในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้
ตามแผนการเดิมที่เฟดประกาศไว้ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เฟดระบุว่า จะเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ด้วยการไม่นำเงินที่ได้จากพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนไปลงทุนอีกครั้ง (Re-invest) กำหนดเดือนละ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ในช่วงแรก ขณะที่หากเกินกำหนดดังกล่าวจะนำไปลงทุนต่อ ก่อนเพิ่มการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะถึงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ เฟดจะเริ่มลดการถือครองตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) โดยเริ่มเดือนละ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) และเพิ่มการลดจนถึงเดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท) โดยจะเริ่มต้นภายในปีนี้
การทำเช่นนี้จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรและตราสารหนี้ ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะความน่าลงทุนที่ลดน้อยลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยในตลาด ซึ่งจะสูงขึ้นตามไปด้วยและกลายเป็นหนึ่งในวิธีการเพื่อกลับไปสู่การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดโดยไม่ใช่เพียงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว
เฟดมีกำหนดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 19-20 ก.ย. โดยในครั้งนี้ เฟดจะเปิดเผยคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย และอาจจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับการลดงบดุลเพิ่มเติม
ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ถ้อยคำของเฟดจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับการลงทุนแคร์รี่เทรดอย่างแน่นอน







