posttoday
‘ยิ่งลักษณ์’ เปิดหมดใจ ตัดพ้อ ‘เหยื่อ’ การเมือง

‘ยิ่งลักษณ์’ เปิดหมดใจ ตัดพ้อ ‘เหยื่อ’ การเมือง

31 กรกฎาคม 2560

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์กองเชียร์ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างส่งเสียงโห่ร้องดีใจเมื่ออดีตนายกฯ เดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ซึ่งเป็นการแถลงครั้งสุดท้ายก่อนมีการตัดสินคดีในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กองเชียร์ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างส่งเสียงโห่ร้องดีใจเมื่ออดีตนายกฯ เดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ซึ่งเป็นการแถลงครั้งสุดท้ายก่อนมีการตัดสินคดีในวันที่ 25 ส.ค.นี้

สำหรับการแถลงปิดคดีด้วยวาจา ยิ่งลักษณ์นั่งแถลงต่อองค์คณะผู้พิพากษาฯ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง พร้อมขอชี้แจงข้อกล่าวหา 6 เรื่อง โดยอดีตนายกฯ เริ่มต้นว่า ขอกล่าวกับทุกท่านอย่างหมดใจในวันนี้ ในเรื่องถูกดำเนินคดีอย่าง ไม่เป็นธรรม ระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน ศาลนัดไต่สวนคดีนี้ทั้งหมด 26 นัด ซึ่งไม่เคยขาดการพิจารณาแม้แต่ครั้งเดียว นั่นแสดงถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้ทำความผิดตามที่กล่าวหา

ยิ่งลักษณ์ เริ่มต้นประเด็นแรกเรื่อง การดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในประเด็นนี้ ยิ่งลักษณ์แถลงชี้แจงต่อศาลว่า คดีนี้มีพิรุธหลายอย่าง ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล ถือว่าเป็นการ เร่งรีบชี้มูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยับยั้งหรือยกเลิกโครงการ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่ การทุจริต และความเสียหาย ทุกประเด็นล้วนมีข้อไม่สมบูรณ์และมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอจะดำเนินคดีได้ แต่สุดท้ายมีการตัดสินฟ้อง

รวมถึงข้อพิรุธ 3 เรื่อง อาทิ การรายงานตรวจสอบปริมาณข้าวและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ภายหลังฟ้องคดี ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวไม่มีประสบการณ์ มีข้อพิรุธหลายอย่าง ทั้งเรื่องการจัดเกรดข้าว โดยเคยมีมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ ถือเป็นการสร้างเรื่องสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่

เช่นเดียวกับเรื่องทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มีการนำพยานเอกสารกว่า 6 หมื่นแผ่นในคดีดังกล่าว มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีของยิ่งลักษณ์ เหมือนทำให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับความไม่ถูกต้อง ถือเป็นการสร้างเรื่องและเพิ่มพยาน หลักฐานใหม่โดยไม่ชอบ ในลักษณะเอาตัวมาดำเนินคดีไว้ก่อนแล้วค่อยหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลภายหลัง

"รัฐบาลปัจจุบันได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารราวกับเป็นฝ่ายตุลาการเสียเองด้วยการออกคำสั่ง ทางปกครองสั่งให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายถึง 3.5 หมื่นล้านบาท แต่เพียง ผู้เดียว และการใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งกรมบังคับคดียึดและถอนเงินในบัญชีธนาคารของดิฉันไปหมด ถือเป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจผิดเสมือนชี้นำคดีอย่างไม่เป็นธรรม"

นอกจากนี้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แจงกับศาลว่า คงไม่มีใครที่ต้องรับชะตากรรมที่หนักหนาและ "ไม่เป็นธรรมมากเท่ากับดิฉันอีกแล้ว" และคงไม่มีผู้นำคนใดที่จะกล้านำนโยบายมาดำเนินการเพื่อประชาชนอีกต่อไป

ในประเด็นที่ 2 นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย ยิ่งลักษณ์ชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรีมีเจตนาดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนา ไม่ใช่เพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งตามที่กล่าวหา แต่เป็นการยกระดับ รายได้ของชาวนากว่า 15 ล้านคน ให้มีรายได้เพียงพอ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ

"โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทั้งในระดับรากหญ้าและระดับมหภาคไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย"

ประเด็นที่ 3 ไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี ในส่วนนี้อดีตนายกฯ แจงว่า มีมาตรการหลักเกณฑ์ชัดเจน ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ ไม่สามารถทำโดยลำพัง ทั้งยังมีคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ช่วยพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ฯลฯ และไม่เคยมีข้อท้วงติงหรือให้ยุติหรือระงับยับยั้งโครงการ ยืนยันไม่มีการปล่อยปละละเลยและไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังดำเนินการโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และป้องกันความเสียหายมาตลอด

"จึงไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่อาจกระทำการใดๆ ที่จะไปล้วงลูกสั่งการ หรือชี้นำในระดับปฏิบัติ แม้กระทั่งผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็คงเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้ดี จึงต้องการอำนาจพิเศษ คือมาตรา 44 ในการสั่งงาน บริหารราชการ แผ่นดินที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของดิฉันไม่สามารถทำได้"

ถัดมาประเด็นที่ 4 การไม่ระงับยับยั้งโครงการ เนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง ประเด็นดังกล่าว ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์มีความคุ้มค่า คำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยภาครัฐ ไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามที่กำหนดไว้ในแผนบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากการดำเนินโครงการไม่ขัดต่อนโยบายมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมาย จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุติหรือระงับยับยั้งโครงการได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ยังชี้แจงประเด็นที่ 5 เรื่องไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริต ด้วยว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย ตามที่ ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และหน่วยงานอื่นท้วงติง และยอมรับต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาว่า "มีความขมขื่นและจะไม่เสนอนโยบายประกันรายได้อีกต่อไปแล้ว" ซึ่งถ้าปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตตามที่โจทก์ กล่าวหา รัฐบาลจะสร้างหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นมาทำไม การมาปรักปรำว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต จึงไม่เป็นธรรม

และประเด็นที่ 6 เรื่องไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว ส่วนนี้ ยิ่งลักษณ์ยืนยันต่อศาลว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต หรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี

"ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง ดิฉันจึงหวังพึ่งศาลสถิตยุติธรรมได้โปรดพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง และสภาวะแวดล้อม ในขณะที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การตั้งสมมติฐานที่ใช้สภาวะแวดล้อมของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว มาตัดสินการดำเนินการของดิฉันในอดีต"

สิ่งที่ทำคือ การใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด ประเทศนี้เคยเรียกพวกเขาว่า เป็น กระดูกสันหลังของชาติ และเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเกื้อหนุนดูแล และโครงการรับจำนำข้าว เป็นผลพิสูจน์อย่างเป็น รูปธรรมแล้วว่า ในช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น "ลูกหลานมีโอกาสเรียนต่อ นับเป็นความภูมิใจในชีวิต ที่ครั้งหนึ่งดิฉันได้มีโอกาสผลักดันนโยบายนี้ให้กับชาวนา"

ในระหว่างกล่าวแถลงปิดคดีช่วงดังกล่าว ยิ่งลักษณ์ถึงกับมีเสียงสั่นเครือร้องไห้ต่อหน้าผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน พร้อมกับอ่านแถลงปิดคดีต่อไป

อดีตนายกฯ ยังขอให้ศาลพิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ ที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีนี้

ท้ายสุด ยิ่งลักษณ์แสดงความเชื่อมั่นว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน" จึงขอความเมตตาต่อศาล ได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท