
12แอร์ไลน์หยุดบิน
กพท.ขีดเส้น 12 แอร์ไลน์หยุดบินต่างประเทศ เวียตเจ็ท-โอเรียนท์ เตรียมปรับแผนรับมือรุกเพิ่มเส้นทางบินในประเทศ
กพท.ขีดเส้น 12 แอร์ไลน์หยุดบินต่างประเทศ เวียตเจ็ท-โอเรียนท์ เตรียมปรับแผนรับมือรุกเพิ่มเส้นทางบินในประเทศ
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า การออกใบรับรอง ผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (เอโอซี) ขณะนี้รับมอบไปแล้วจำนวน 8 สายการบิน และอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณามอบให้สายการบินนิวเจน แอร์เวย์ส (New Gen Airway) เป็นรายสุดท้ายในช่วงกลาง เดือน ส.ค.นี้ ดังนั้นจะส่งให้มีสายการบินที่ต้องหยุดบินระหว่างประเทศตั้งแต่ 1 ก.ย.นี้ เพื่อรอปลดธงแดงรวมทั้งสิ้น 12 สายการบิน โดยส่วนใหญ่จะเป็น สายการบินรายเล็ก เช่น ทำการบิน 3 เดือนครั้ง เป็นต้น
ทั้งนี้ สายการบินที่ต้องลุ้นว่าจะสามารถออกใบเอโอซีให้ทันเดือน ส.ค.ได้แก่ สายการบินเอ็มเจ็ท (M-Jet) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ 4.1 การตรวจสอบสำนักงาน โดยพบว่า ยังมีการปฏิบัติจริงไม่ตรงตามคู่มือที่ระบุไว้ จึงให้เร่งดำเนินการแก้ไข ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะออกเอโอซีให้ทันภายในเดือน ส.ค.นี้หรือไม่
รายงานข่าวจาก กพท. ระบุเพิ่มเติมว่า กพท.มีแนวทางช่วยเหลือกรณีที่มีบางสายการบินต้องหยุดบินระหว่างประเทศจนอาจกระทบต่อการดำเนินกิจการ โดยเปิดให้สายการบินสามารถขอเพิ่มเที่ยวบิน และเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศได้ ซึ่งขณะนี้มี 2 สายการบิน ได้แก่ สายการบินเวียตเจ็ทแอร์ (Vietjet Air) และสายการบินโอเรียนท์ไทย (Orient Thai Airlines) ได้เสนอขอเพิ่มเส้นทางบินใหม่ในประเทศมาแล้ว โดย กพท.จะเสนอให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติ ซึ่งเชื่อว่าหากแต่ละ สายการบินมีตารางบินที่พร้อมจะได้รับการอนุมัติ แต่มีเงื่อนไขว่าในการทำบินต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบินของ สายการบินที่ทำการบินในประเทศทั่วไปด้วย
ด้าน น.ต.มณธนิก รักงาม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กล่าวว่า ขณะนี้ท่าอากาศยานหาดใหญ่เข้าสู่สภาวะเกินขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่กำหนดไว้ราว 2.5 ล้านคน/ปี แต่ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารสูงถึงวันละ 1.4 หมื่นคน หรือคิดเป็นปีละ 4 ล้านคน จน ส่งผลให้เกิดปัญหาผู้โดยสารล้นสนามบิน เกิดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร ดังนั้น ทอท.จึงวางแผนพัฒนาขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้โดยสารให้ได้มากกว่า 10 ล้านคน/ปี ภายในปี 2567 โดยการเพิ่มอาคารผู้โดยสารหลังใหม่อีก 1 อาคาร ศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 8.5 ล้านคน/ปี เริ่มก่อสร้างในปี 2563 เพื่อนำมาใช้ควบคู่กับอาคารผู้โดยสารหลังเดิมที่รองรับได้ 2.5 ล้านคน/ปี







