posttoday
กลยุทธ์สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน (ตอนจบ)

กลยุทธ์สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน (ตอนจบ)

30 กรกฎาคม 2560

รศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์กรรมการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิตความสำเร็จของจีน

รศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์กรรมการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

ความสำเร็จของจีน

เพียงระยะ 10 ปีแรกหลังจากการริเริ่มแผน Made in China 2025 ประเทศจีนประสบผลสำเร็จอย่างมาก ในด้านต่อไปนี้

lเทคโนโลยีพลังงานแบบใหม่ โดยจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และกังหันลมผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงสร้างโรงไฟฟ้าแบบ Fast Breeder ขึ้นใช้เองเป็นจำนวนมาก

lเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจีนเป็นผู้ผลิตและสร้างระบบเครือข่าย พื้นฐานด้านไอทีและบริษัทผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก

lเทคโนโลยีด้านอากาศยานและอวกาศ แม้ว่าจะตามหลังตะวันตกอยู่มาก แต่เป็นครั้งแรกที่จีนสามารถสร้างและจำหน่ายเครื่องบินไอพ่นโดยสารได้เป็นครั้งแรก และจีนเป็นชาติแรกของโลกที่สามารถส่งดาวเทียมสื่อสารด้วยเทคโนโลยีใหม่เรียกว่า Quantum Technology ได้สำเร็จ

lนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ที่มีบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่สัญชาติจีนขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐ

ถอดบทเรียน

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้คือ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติและพัฒนาประเทศของจีน จึงขอนำกลยุทธ์โดยสังเขปมาอธิบายดังนี้

ก. รัฐจีนเข้าใจเป็นอย่างดีว่าหัวใจของการพัฒนาประเทศอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ ที่สำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศ และเพื่อใช้แก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยวิธีการดังนี้

จีนใช้นโยบายสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนำเทคโนโลยีมารับใช้การพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ จีนมีระบบคัดกรองเด็กที่มีสติปัญญาเลิศ ทั่วประเทศที่ดีเยี่ยม เพื่อป้อนให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของตน และมหาวิทยาลัยชั้นนำผลิตบุคลากรระดับคุณภาพ เพื่อป้อนเข้าสู่สถาบันวิจัยและพัฒนาที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองให้กับภาครัฐอีกทีเป็นทอดๆ สถาบันเหล่านี้นอกจากจะให้คำปรึกษาแล้ว ยังมี หน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อหาคำตอบให้กับประเทศด้วย ขณะที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ป้อนโจทย์หรือปัญหาของประเทศให้กับคลังสมองเหล่านี้ ทำให้หน่วยงานวิจัยของจีนสามารถใช้วิทยาศาสตร์สร้างเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับปัญหาของชาติ และนำไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ตรงจุดและสร้างสรรค์

จีนไม่ได้มองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบแคบๆ เพียงแค่ใช้แก้ปัญหาด้านเทคนิค แต่จีนยังให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยด้านสังคมศาสตร์เท่าๆ กับด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เพื่อประยุกต์ใช้ในการวางกรอบนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านสังคมต่างๆ จีนจัดตั้งสถาบัน Chinese Academy of Social Sciences (CASS) ขึ้นในปี 1977 เพื่อให้ทำงานคู่กับสถาบัน Chinese Academy of Sciences ที่มีมาแต่เดิม

ข. การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกรอบนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติต้องทำควบคู่กันตลอดเวลา เสมือนหนึ่งเป็นขาซ้ายขวาที่พาประเทศเดินไปข้างหน้า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกฉบับที่รัฐบาลจัดสร้างขึ้น จะเกิดมีประสิทธิผลก็ด้วยการขับเคลื่อนแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง เป้าหมายหลักในระยะยาวของจีนก็คือ การพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยตนเองอย่างเบ็ดเสร็จในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจีนเริ่มทำตั้งแต่ปีแรกที่มีการสถาปนาประเทศจีนใหม่ในปี 1949

ค. จีนใช้วิธีการโฟกัสเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของประเทศในแต่ละห้วงเวลา และตามฐานะทางเศรษฐกิจของตน แต่จีนจะไม่ใช้วิธีอยากได้อยากเป็นไปทุกเรื่อง ดังที่บางประเทศทำกัน เช่น ในยุคแรกที่จีนยังยากจนอยู่มาก จีนทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่เรื่องเดียวคือ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อประกันความมั่นคงของรัฐ

ง. จีนใช้วิธีการทำงานร่วมกัน อย่าง บูรณาการระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน จีนใช้กระทรวงวิทยาศาสตร์และสถาบัน Chinese Academy of Sciences เป็นหัวหอกในสร้างนโยบายและกำกับแผนในทางปฏิบัติ ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน ระหว่างฝ่ายวิจัย ฝ่ายผลิต ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

จ. จีนใช้เทคนิคเลียนแบบและพัฒนา ตลอดห่วงโซ่การผลิต จนไปสู่การสร้าง Innovation Technology ของตนเอง

รัฐบาลจีนตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่า จุดอ่อนจุดแข็งในแต่ละห้วงของการพัฒนาประเทศเป็นอย่างไร ในช่วงแรก จีนตระหนักดีว่าตนเองยังสะสมทุนไม่มากพอและยังต้องพึ่งพาต่างชาติอยู่มาก แต่มีข้อได้เปรียบที่มีแรงงานราคาถูกจำนวนมากและตลาดบริโภคขนาดใหญ่ จีนจึงใช้กลยุทธ์ดึงให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศ ยอมให้ต่างชาติแสวงกำไรจากตลาดขนาดใหญ่ของตน แต่มีเงื่อนไขที่สำคัญคือนายทุนต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับหุ้นส่วนชาวจีน เนื่องจากในระยะแรกที่เปิดประเทศ จีนยังไม่มีผู้ประกอบการที่เป็นคนจีน รัฐบาลจีนจึงใช้ทรัพยากรมนุษย์ของตน ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลกลางและกระทรวงต่างๆ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการออกแบบจากต่างชาติ ในระยะต่อมาจึงได้ใช้หน่วยงานเหล่านี้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบริษัทผู้ผลิตของจีนอีกทีหนึ่ง

ในระยะแรกการลงทุนส่วนใหญ่ จึงเป็นสินค้าเทคโนโลยีต่ำและใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ของเด็กเล่น รวมถึงการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนตามสั่ง (OEM) ให้กับต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ แม้ความรู้เหล่านี้ช่วยให้จีนทำสินค้าเลียนแบบได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ของชาติตะวันตก แต่มีข้อเสียที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติไปตลอดกาล

ในระยะต่อมาตั้งแต่ปี 2006 จีนจึงปรับเปลี่ยนนโยบายไปเป็นการสร้างเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมของตนเองแทน อาศัยองค์ความรู้ที่สะสม มาแต่เดิมและที่ได้รับการถ่ายทอดจากตะวันตกหลังเปิดประเทศ และวิจัยพัฒนาเสียใหม่ผ่านทางหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลกลางและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน หน่วยงานวิจัยเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นหัวหอกอีกครั้งในการถ่ายทอดงานวิจัยให้กับบริษัทผู้ผลิตของจีน จนสามารถออกแบบสินค้าภายใต้แบรนด์เนมของตนเองได้สำเร็จ

ฉ. จีนใช้กลไกจัดซื้อของทางราชการ (Government Procurement) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้สินค้าแบรนด์เนมของจีนเองให้สามารถแจ้งเกิด เช่น เพื่อเลี่ยง ข้อกำหนด WTO รัฐบาลกลางจึงกำหนดให้หน่วยงานราชการจีนต่างๆ ต้องจัดซื้อสินค้าระดับรอง ที่เป็นบริษัทสัญชาติจีนควบคู่สินค้าหลักของต่างชาติด้วยเสมอ

ช. การเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายจากรัฐนำมาเป็นเอกชนจีนนำในปัจจุบัน เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

บทสรุป

การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตนเอง คือหัวใจที่สำคัญที่สุดในการยกระดับเศรษฐกิจให้ก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่การจะสร้างเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมาได้ จุดสำคัญอยู่ที่การสร้างคนคุณภาพที่มีจำนวนมากพอ ซึ่งจะประสบผลสำเร็จได้ก็ด้วยอาศัยโครงสร้างและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการวางแผนพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 ของไทย นอกจากยังไม่มีการการปฏิรูปโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าจะมา รองรับยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้าได้อย่างไร ดังเช่นที่จีนทำการมาแล้วในทศวรรษที่ 1980 ไทยยังไม่มีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ชัดเจนพอ ว่าจะสร้างบุคลากรไทยให้มีความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีของตนเองในอีก 20 ปีข้างหน้าได้อย่างไร หรือเรายังจะใช้วิธีการส่งนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอกกลับมา ทำหน้าที่สั่งซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติแล้วนำมาใช้งาน ดังที่เราประพฤติปฏิบัติกันมาแบบเดิมๆ ร่วมร้อยกว่าปีมาแล้วอยู่อีกหรือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท