
น้ำตาลขอนแก่น สถานะดีที่สุดในเกม
เจียรนัย อุตะมะชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการบริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ภายหลังประกาศควบรวมธุรกิจชีวภาพกับบริษัทย่อยของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) พลิกจากแผนเดิมที่จะนำบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่นเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต้นปีหน้า ด้วยเหตุผลที่ว่าการควบรวมธุรกิจชีวภาพของทั้งสองบริษัทจะทำให้ KSL อยู่ในสถานะที่ดีที่สุดในเกมวอลุ่ม (ปริมาณ) จากการที่บริษัทใหม่หลังควบรวมคือ บริษัท ไบโอ เบส กรีน อินโนเวชั่น (BBGI) เป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เจียรนัย อุตะมะ
ชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการบริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ภายหลังประกาศควบรวมธุรกิจชีวภาพกับบริษัทย่อยของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) พลิกจากแผนเดิมที่จะนำบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่นเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต้นปีหน้า ด้วยเหตุผลที่ว่าการควบรวมธุรกิจชีวภาพของทั้งสองบริษัทจะทำให้ KSL อยู่ในสถานะที่ดีที่สุดในเกมวอลุ่ม (ปริมาณ) จากการที่บริษัทใหม่หลังควบรวมคือ บริษัท ไบโอ เบส กรีน อินโนเวชั่น (BBGI) เป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
"การควบรวมเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าเยอะ เพราะสามารถลงทุนต่อยอดไบโอพลาสติก เคมี เป็นพลังงานทดแทนที่ใหญ่มีทุกผลิตภัณฑ์ ทั้งไบโอดีเซลและโมลาส บางจากได้โนว์ฮาวการผลิตจากเรา เราได้ลูกค้าที่มารับซื้อเอทานอลที่แน่นอนถึงครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต ลดความเสี่ยงทางด้านการตลาด"
KSL จะขายบริษัทย่อยให้บริษัทร่วมทุนใหม่แล้วกลายไปเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทร่วมทุน 40% โดยยังไม่ได้ระบุราคาขาย
ในการควบบริษัทจะมีการจัดสรรหุ้นของ BBGI ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง (BBH) และบริษัท เคเอสแอลจีไอ (KSLGI) ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมใน BBH ต่อ 0.89364706 หุ้น ในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน KSLGI ต่อ 1.21730769 หุ้น ในบริษัทใหม่
ชลัช กล่าวว่า ตามแผนหลังควบรวมที่จะแล้วเสร็จวันที่ 31 ต.ค. 2560 หลังจากนั้นภายในปี 2561 BBGI มีแผนจะเข้าจดทะเบียนใน SET โดยทั้ง KSL และ BCP จะยังคงรักษาสัดส่วนการถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละฝ่ายถือในวันที่บริษัทใหม่ควบบริษัท
สำหรับ BBGI จะผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ซึ่งได้แก่ เอทานอล และไบโอดีเซล มีทุนจดทะเบียน 2,532 ล้านบาท
ชลัช มองว่าผลการดำเนินงานของ KSL จะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปทั้งจากปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นและการที่บริษัทย่อยที่กำลังจะควบรวมกิจการมีแผนเข้า SET
เอนกพงศ์ พุทธาภิบาล นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า หลังควบรวมกิจการ KSL จะ บันทึกเป็นส่วน แบ่งกำไรจากบริษัทร่วมตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปีบัญชี 2560/2561 ของ KSL แนวโน้มรายได้รวมปี 2560/2561 ของ KSL จะลดลงไปจากเดิมจากการโอนธุรกิจ KSLGI ไปอยู่กับ BBGI
ภายหลังจากที่ KSL โอน KSLGI ให้กับ BBGI แล้ว ในทางบัญชีจะเป็นการเสมือนว่า KSL จำหน่ายหุ้น KSLGI ออกไปให้กับ BBGI ทำให้ KSL จะบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนเข้ามาในงวดไตรมาส 4 ปี 2559/2560 โดยวิธีการคำนวณ คือ คำนวณราคาขาย KSLGI ลบด้วย มูลค่าบัญชีของ KSLGI ณ วันสิ้นงวดไตรมาส 4 ปี 2559/2560 เท่ากับกำไรจากการขายเงินลงทุนก่อนภาษี แล้วจึงนำมูลค่าดังกล่าวไปหักภาษี 20% จึงได้กำไรจากการขายเงินลงทุน KSLGI
หลังจากนั้นจะนำมูลค่าดังกล่าวมาทดสอบด้อยค่ากับเงินลงทุนใน 40% ของ BBGI ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า KSL จะบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนสุทธิหลังหักภาษีเข้ามาในหลักร้อยล้านบาทในงวดไตรมาส 4 ปี 2559/2560 โดยยังไม่ได้รวมกำไรดังกล่าวไว้ในประมาณการ
ดังนั้น จึงคงประมาณการกำไร KSL ปี 2559/2560 แต่เพิ่มกำไรสุทธิปี 2560/2561 ขึ้น 1.2% จากเดิมสะท้อนการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ดีขึ้นจากการควบรวมบริษัทย่อยกับ BCP โดยภายหลังปรับปรุงประมาณการ คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปี 2559/2560 จะพลิกกลับมาเติบโดดเด่นถึง 70.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 970 ล้านบาท จากธุรกิจน้ำตาลฟื้นตัว
นอกจากนั้น ยังให้ราคาพื้นฐานปี 2561 ที่ 6 บาท ได้มูลค่าธุรกิจไฟฟ้า 2.45 บาท มูลค่าธุรกิจน้ำตาล 2.80 บาท อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นระยะยาว 9% และมูลค่าธุรกิจ BBGI 0.75 บาท
นารี อภิเศวตกานต์ นักวิเคราะห์ บริษัท ฟิลลิปแคปปิตอล วิเคราะห์ว่า KSL จากการควบรวมกิจการครั้งนี้ ทำให้ KSL จะรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนโดยจะคำนวณจากราคาขายหักมูลค่าตามบัญชีของ KSGLI ซึ่งเป็นกำไรก่อนหักภาษี แต่จะต้องมีการพิจารณาบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งถืออยู่ 40% จะมีการด้อยค่าเงินลงทุนด้วยหรือไม่ โดยรายการดังกล่าวจะบันทึกในไตรมาส 4 นี้ คาดเกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ร่วมกันหลังควบกิจการ
หลังการควบรวมกิจการแล้วจะเกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน รวมถึงแผนในอนาคต เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ การขยายฐานลูกค้า การขยายกำลังการผลิตและการ เพิ่มสินค้ามูลค่าเพิ่ม ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ ราคาพื้นฐาน 5.35 บาท
ฟิลลิปแคปปิตอลมีมุมมองเป็นบวกต่อการควบกิจการครั้งนี้ ทำให้มีการผนึกเชิงกลยุทธ์ร่วมกันทั้งผลิตภัณฑ์และลูกค้าให้กว้างขึ้น ดังนั้น ปรับคำแนะนำหุ้น KSL ขึ้นเป็นซื้อ ราคาพื้นฐาน 5.35 บาท
เกมวอลุ่มของธุรกิจพลังงานทดแทนในมุมมองของชลัชนั้นใช้เวลาเจรจานานนับ 10 เดือน ก่อนที่จะตกลงปลงใจ กลายเป็นธุรกิจชีวภาพที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในเมืองไทย จากการรวมกิจการของ 2 ยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำตาลและพลังงานของไทย







