posttoday
ขุดหลุมฝัง ‘ไลบอร์’ ปิดฉากดอกเบี้ยฉาว

ขุดหลุมฝัง ‘ไลบอร์’ ปิดฉากดอกเบี้ยฉาว

27 กรกฎาคม 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินในอังกฤษ (FCA) ได้ส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อแวดวงตลาดการเงินที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น หากแต่ยังกระทบไปทั่วทั้งโลกด้วยว่า อังกฤษจะยกเลิกการใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง "ไลบอร์" ภายในสิ้นปี 2021 หรืออีก 4 ปีข้างหน้านี้

นันทิยา วรเพชรายุทธ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินในอังกฤษ (FCA) ได้ส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อแวดวงตลาดการเงินที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น หากแต่ยังกระทบไปทั่วทั้งโลกด้วยว่า อังกฤษจะยกเลิกการใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง "ไลบอร์" ภายในสิ้นปี 2021 หรืออีก 4 ปีข้างหน้านี้

เท่ากับว่าไลบอร์ที่ใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 และถูกตราหน้าว่าเป็น "ดอกเบี้ยฉาว" ไปแล้วจากมหกรรมการโกงของธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งที่ปั้นตัวเลขจนถูกจับได้เมื่อปี 2012 กำลังจะกลายเป็นอดีต และเป็นการปิดตำนานเรื่องอื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในแวดวงการเงินโลกไปพร้อมๆ กันด้วย

ทั้งนี้ ไลบอร์ คืออัตราดอกเบี้ยระหวางธนาคารในตลาดลอนดอน (London Interbank Offered Rate : LIBOR) คำนวณกันรายวันโดยใช้ข้อมูลของธนาคารขนาดใหญ่ 16 แห่ง ที่ส่งให้กับสมาคมนายธนาคารอังกฤษว่า ตัวเองจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไรถ้ากู้เงินจากธนาคารอื่นในวันนี้ จากนั้นจะตัดตัวเลขสูงสุด 4 ตัว และต่ำสุด 4 ตัวออกไป เพื่อนำตัวเลขที่เหลือมาหาค่าเฉลี่ยกลายเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงในแต่ละวัน

ทว่า เพราะตลาดลอนดอนถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงทำให้มีธุรกรรมการเงินมหาศาลเกิดขึ้นที่นี่ โดยทำให้สกุลเงินหลักของโลก 10 สกุล ใช้ไลบอร์เป็นดอกเบี้ยอ้างอิง อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และฟรังก์สวิส และไลบอร์ยังเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทรวมมูลค่าถึง 350 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.16 หมื่นล้านล้านบาท)

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาการปั่นดอกเบี้ยไลบอร์ขึ้นในปี 2012 สเกลของปัญหานี้จึงมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยมีธนาคารชื่อดังหลายแห่งล้วนเข้าข่ายร่วมฮั้ว อาทิ บาร์เคลย์ส เอชเอสบีซี เครดิตสวิส ยูบีเอส ซิตี้กุ๊ป และเจพี มอร์แกน เชส จากความผิดฐานส่งข้อมูลอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งเพื่อเพิ่มกำไรการค้าตราสารอนุพันธ์ และเพื่อปกปิดความอ่อนแอของบริษัทตนเองในช่วงวิกฤตปี 2008 ที่ต้นทุนการเงินพุ่งสูงขึ้นมาก เนื่องจากดอกเบี้ยไลบอร์ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงในการกู้ยืมเงินระหว่างแบงก์ด้วย ดังนั้นหากดอกเบี้ยยิ่งสูง ก็อาจยิ่งสะท้อนถึงสถานะความเสี่ยงของผู้ขอกู้ตามไปด้วย

จนถึงปัจจุบันภาคธนาคารได้จ่ายค่าปรับไปแล้วเป็นเงินมหาศาลถึงราว 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3 แสนล้านบาท) ทว่าการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับความโปร่งใสในตลาดการเงินขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า และใช้เวลานานถึง 5 ปี กว่าที่จะมีการเคาะแผนออกมาว่าจะต้องเลิกใช้ไลบอร์กันเสียที และหันมาใช้กลไกดอกเบี้ยตัวอื่นในการอ้างอิงแทน

แอนดรูว์ เบลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีเอฟเอ ระบุว่า ดอกเบี้ยไลบอร์นั้นเป็นกลไกที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากขาดการทำธุรกรรมจริงที่มากพอมารองรับ เช่น สกุลเงินตัวหนึ่งที่อ้างอิงดอกเบี้ยไลบอร์นั้น มีรายงานการทำธุรกรรมจริงเข้ามาเพียง 15 ครั้งเท่านั้น ตลอดทั้งปี 2016 ขณะที่ปัจจุบันการกู้ยืมระหว่างแบงก์ก็มีสัดส่วนที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับในอดีต จึงถือว่าปริมาณธุรกรรมที่แท้จริงไม่สอดคล้องที่จะกำหนดดอกเบี้ยอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมากพอได้

เบลีย์ มองว่า การปฏิรูปดอกเบี้ยอ้างอิงนั้นจะไปได้ไม่ถึงไหนหากตลาดเงินยังพึ่งพาดอกเบี้ยไลบอร์อยู่เช่นนี้ต่อไป ดังนั้นทางสำนักงานจึงเห็นพ้องสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้ไลบอร์ภายในสิ้นปี 2021 โดยให้เวลา 4 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ได้อย่างราบรื่น

ในฝั่งของอังกฤษเองนั้น ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้เสนอให้ใช้ดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนสำหรับธุรกรรมในตลาดปอนด์สเตอร์ลิง หรือ "ซอนย่า" (Sonia) เป็นกลไกดอกเบี้ยอ้างอิงตัวใหม่แทนที่ไลบอร์ โดยประกาศมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีนี้ และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงเป็น ซอนย่าเวอร์ชั่นใหม่ให้ครอบคลุมได้มากขึ้นและแทนที่ไลบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าจะสำเร็จภายในเดือน เม.ย. 2018 ที่จะถึงนี้

ขณะที่ธนาคารกลางสวิส (เอสเอ็นบี) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานที่เข้าร่วมการปฏิรูปตลาดดอกเบี้ยอ้างอิงภายหลังเกิดวิกฤตการณ์ปั่นดอกเบี้ย ไลบอร์ในปี 2012 นั้น ระบุเพียงว่าจะหากลไกอื่นมาทดแทนดอกเบี้ยไลบอร์ต่อไป แต่ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเป็นดอกเบี้ยตัวใด

ส่วนในฝั่งสหรัฐนั้น คณะกรรมการดูแลอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางเลือก (ARRC) ได้เสนอให้ใช้ดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืน หรือ "รีโป" (Repo) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมโดยมีตราสารหนี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและมีสัญญาซื้อหรือขายคืน เป็นกลไกอ้างอิงใหม่แทนที่ไลบอร์ เนื่องจาก รีโปเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและมีสภาพคล่องมากกว่า โดยมีปริมาณธุรกรรมข้ามคืนที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 20 ล้านล้านบาท) หรือสูงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับตลาดดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนระหว่างธนาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของ ARRC

เฌโรม พาวเวลล์ กรรมการบริหารของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยรีโปเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว และถือเป็นก้าวสำคัญของการแก้ปัญหาความเสี่ยงที่เกี่ยวกับไลบอร์

ทว่า ในมุมมองของนักค้าและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายในตลาดเงิน ช่วงเวลา 4 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ อาจถือเป็นช่วงที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการสรุปอะไรชัดเจนแบบ 100% ในตลาดขนาดหมื่นล้านล้านบาทนี้

บิล เบลน หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนและสินทรัพย์ทางเลือกของบริษัทโบรกเกอร์ มินท์ พาร์ตเนอร์ ให้มุม มองกับบลูมเบิร์กว่า ช่วงเวลาหลังจากนี้อาจถือเป็นงานเลี้ยงให้ฝ่ายทนายด้านกฎหมายการเงินได้เปรมปรีดิ์ จากความไม่ชัดเจนในเรื่องต่างๆ และไลบอร์ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินมานาน ตั้งแต่ธุรกรรม สวอป เงินกู้ จนถึงตลาดตราสารหนี้ดอกเบี้ยลอยตัว หลังจากนี้การทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดการเงินคงต้องหันมาดูสัญญากันอย่างรอบคอบขึ้น

ขณะที่ ปีเตอร์ แชตเวลล์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราดอกเบี้ยยุโรปของมิซูโฮ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การจะยกเลิกไลบอร์โดยยังไม่มีตัวตายตัวแทนที่ชัดเจน 100% ในขณะนี้ อาจสร้างความผันผวนในตลาดสวอปตามมา และอาจทำให้สภาพคล่องในระยะสั้นลดลง

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมาอีกไม่น้อย แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็ถือเป็นก้าวใหญ่ครั้งใหม่ของการปฏิรูปตลาดการเงินโลกที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์