posttoday
กระแสโลกของการต่อต้านคอร์รัปชั่น (จบ)

กระแสโลกของการต่อต้านคอร์รัปชั่น (จบ)

27 กรกฎาคม 2560

พิษณุ พรหมจรรยาที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)ในตอนที่แล้วได้เขียนถึงปัจจัยสำคัญ 2 ใน 5 ประการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านของการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.หน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ มีแนวโน้มจะทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และ 2.กระแสสังคมจะมีน้ำหนักในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นมากกว่าการบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย วันนี้จึงจะมาว่ากันต่อถึงอีก 2 ปัจจัยที่เหลือ 3.เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

พิษณุ พรหมจรรยาที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ในตอนที่แล้วได้เขียนถึงปัจจัยสำคัญ 2 ใน 5 ประการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านของการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.หน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ มีแนวโน้มจะทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และ 2.กระแสสังคมจะมีน้ำหนักในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นมากกว่าการบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย วันนี้จึงจะมาว่ากันต่อถึงอีก 2 ปัจจัยที่เหลือ 3.เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

ในโลกทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนสำคัญกับธุรกิจทุกประเภท มีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการจัดการกับปัญหาและความเสี่ยงด้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในแง่ของการต่อต้านคอร์รัปชั่น สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดการพัฒนาทั้งในแง่ของความสะดวกรวดเร็ว และประสิทธิภาพของกระบวนการในการติดตามการฝ่าฝืนกฎระเบียบปฏิบัติที่เป็นสัญญาณของการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

จากผลการสำรวจ Global CEO Survey รอบล่าสุดของ PWC พบว่า 52% ของ CEO บริษัทในโลกกำลังศึกษาถึงประโยชน์ของการนำเครื่องจักรมาทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตเทคโนโลยี AI จะถูกนำมาใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI มาใช้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการประมวลผลข้อมูล โดยอาศัย Algorithm ทำให้บริษัทติดตามข้อมูลต่างๆ และวิเคราะห์ความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์ สามารถตรวจพบการกระทำที่อาจเป็นสัญญาณของการทุจริตคอร์รัปชั่นได้แต่เนิ่นๆ ซึ่งจะทำให้สามารถเลือกวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่ปัญหาจะลุกลามไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยส่วนใหญ่แล้วการทุจริตคอร์รัปชั่นในกรณีใหญ่ๆ มักจะมีสัญญาณที่สามารถตรวจพบได้ล่วงหน้าก่อน อย่างเช่นการฝ่าฝืนหรือยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ การรับหรือจ่ายเงินและการบันทึกบัญชีอย่างไม่ถูกต้อง โปร่งใส สมเหตุสมผล ซึ่งในอดีตการตรวจสอบความผิดปกตินี้เหล่านี้จะอาศัยสติปัญญาและกำลังคนเป็นหลักซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญ เพราะมีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบมากมาย ไม่มีเจ้าหน้าที่มากพอที่จะมาตรวจสอบข้อมูลได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะฉะนั้นการนำเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ Machine Learning มาใช้เสริมกับการทำหน้าที่ของแรงงานคน ก็จะช่วยให้สามารถตรวจพบสัญญาณการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีบล็อกเชนก็จะช่วยให้การติดตามและควบคุมธุรกรรมทางการเงินต่างๆ มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น สามารถตรวจพบธุรกรรมที่น่าสงสัยได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในปัจจุบันเราสามารถใช้ Machine Learning เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และช่วยเราตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้มากมายอยู่แล้ว แต่เชื่อแน่ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยียุคใหม่เหล่านี้มาใช้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

4.การจ่ายค่าอำนวยความสะดวกจะลดลงเมื่อคนในสังคมลดการใช้เงินสด ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ในโลกใช้เงินสดลดลงจากในอดีตอย่างมาก และหันมาใช้ช่องทางการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยในประเทศสวีเดนการใช้จ่ายเงินสดที่อยู่ในรูปของธนบัตรและเหรียญคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2% เท่านั้น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 7.7% และสหภาพยุโรปอยู่ที่ 10% สัดส่วนการใช้เงินสดของประเทศต่างๆ ในโลกรวมถึงประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างชัดเจนในอนาคต โดย PWC ประเมินว่าสัดส่วนของธุรกรรมที่ใช้เงินสดในโลกน่าจะลดลงไปถึง 30% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า หนึ่งในข้อดีของการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็คือสามารถติดตามตรวจสอบได้ง่าย ซึ่งหากคนในสังคมเปลี่ยนมาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการจ่ายสินบนหรือค่าอำนวยความสะดวกต่างๆ ไปโดยปริยาย

5.การทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรมจะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม องค์กรธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการตรวจสอบของสังคม ไม่ว่าจะโดยเอ็นจีโอ สื่อมวลชน หรือโซเชียลมีเดียทั้งหลายได้ ในอีก 5 ปีข้างหน้ากระแสนี้มีแต่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเราจะเห็นบริษัทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น และนำประเด็นเรื่องการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และความยั่งยืนมาเป็นแกนหลักในการกำหนดโมเดลธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับประเด็นธรรมาภิบาลและความยั่งยืนจะเน้นทำธุรกิจกับคู่ค้า และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เหมือนกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บางองค์กรยังไม่เข้าใจความสำคัญในเรื่องนี้ และยังพยายามที่จะฝืนกระแสด้วยการปกปิดข้อมูลต่างๆ โดยใช้ข้ออ้างในเรื่องของการรักษาความลับ และเปิดเผยข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่กฎหมายหรือกฎระเบียบของทางการกำหนดไว้เท่านั้น แต่ในอนาคตเมื่อการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรมกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ธุรกิจเหล่านี้จะเสียโอกาส ส่วนธุรกิจที่เริ่มปรับตัวให้เข้ากับกระแสใหม่เสียตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบในแง่ของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งความตั้งใจจริงและระยะเวลาในการดำเนินการ แต่เมื่อทำสำเร็จก็จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสีย และมีโอกาสมากขึ้นที่จะขยับสถานะของกิจการมาอยู่ระดับแนวหน้าของวงการได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มของ PWC เรื่อง "Five forces that will reshape the global landscape of anti-bribery and anti-corruption" ได้ที่ https://www.pwc.com/gx/en/services/advisory/forensics/five-forces-that-will-reshape-the-global-landscape-of-anti-bribery-anti-corruption.html n

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ