
‘มิจิโนบุ ซึงาตะ’ ชูธงโตโยต้ายังรุกในไทย
สไปรท์หลังการเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ของ มิจิโนบุ ซึงาตะ ตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ทางด้านธุรกิจต่างประเทศรวมถึงประสบการณ์ที่เคยดูแลทางด้านการตลาดในประเทศไทย ผนวกกับการบริหารงานในระดับสากล โดยเริ่มต้นการทำงานกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2526 และเป็นผู้ประสานงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบดูแลทางด้านการตลาดที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ระหว่างปี 2549-2551
สไปรท์
หลังการเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ของ มิจิโนบุ ซึงาตะ ตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ทางด้านธุรกิจต่างประเทศรวมถึงประสบการณ์ที่เคยดูแลทางด้านการตลาดในประเทศไทย ผนวกกับการบริหารงานในระดับสากล โดยเริ่มต้นการทำงานกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2526 และเป็นผู้ประสานงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบดูแลทางด้านการตลาดที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ระหว่างปี 2549-2551
ไฟฟอลโลว์ได้ถูกฉายจับจ้องมา ที่กรรมการผู้จัดการใหญ่คนนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่าเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่ โตโยต้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองก่อนหน้านี้ด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม โดยเฉพาะในช่วง ครึ่งปีแรกที่โตโยต้าอยู่ในบรรยากาศ "อึมครึม" ที่มียอดขายเติบโตเพียง 3% ต่ำกว่าตลาดรวมที่เติบโตอยู่ที่ 11.2%
เวทีแรกของ ซึงาตะ ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ คือเวทีแถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ครึ่งปีแรก ของปี 2560 โดยถือได้ว่าไม่ใช่งานง่าย เนื่องด้วยจะต้องมีการปรับประมาณการภาพรวมตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่คง เป้าประมาณการของบริษัทไว้คงที่
ซึงาตะ กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบและติดตามข้อมูลตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2540 มีมุมมองต่อตลาดในประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคดังกล่าว และยังถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม มุมมองของโตโยต้าของ เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่คนก่อนหน้า ที่มองไว้ว่าขนาดตลาดของประเทศไทยจะอยู่ในระดับ 9 แสนคัน ซึ่งส่วนตัวมองเห็นตรงกันของขนาดตลาดดังกล่าว โดยยืนยันว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญของโตโยต้า และในฐานะกรรมการ ผู้จัดการใหญ่คนใหม่ จะยังคงเดินหน้าและให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของโตโยต้าต่อไป ทั้งในด้านการผลิตและการขาย
ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการยืนยันถึงบทบาทของโตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (TDEM) ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และพัฒนาขีดความสามารถของวิศวกรไทยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ การสนับสนุนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ให้สอดคล้องกับแผนงาน ของรัฐบาลในการส่งเสริมต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0
สำหรับการเดินหน้าการผลิตในโครงการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย บริษัทมุ่งเน้นในการแนะนำเทคโนโลยีไฮบริดที่ปัจจุบันยังไม่แพร่หลายให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียมเท่านั้น
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (ไฮบริด) ให้กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มูลค่าการลงทุน 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการเริ่มการประกอบแบตเตอรี่และผลิตชิ้นส่วนภายในปี 2561
ก่อนหน้านี้ โตโยต้าได้ประกาศการตั้งโรงงานกำจัดซากรถยนต์เก่าและกำจัดแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการส่งเสริมการประกอบรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ต.ค.นี้
นอกจากนั้น อยากเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนการกำจัดชิ้นส่วนที่มีผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรถยนต์ โดยใช้รูปแบบการจัดเก็บจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการจัดเก็บเงินจากการเสียภาษีรถยนต์จำนวน 1 หมื่นเยน เพื่อนำไปใช้กำจัดชิ้นส่วนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ถุงลมนิรภัย น้ำยาแอร์ และอื่นๆ มาปรับใช้ในประเทศไทย
ถึงแม้จะเป็นเวทีแรกของกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของโตโยต้า แต่การวางท่าทีของโตโยต้าต่อประเทศไทยในสถานการณ์นี้ ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่หลังจากนี้จะต้องจับตาดูผลงานว่าจะเป็นอย่างไร







