
เศษเสี้ยวจากวิกฤตเศรษฐกิจ
วราพงษ์ ป่านแก้วคงยังไม่ล่าช้าจนเกินไปที่จะเล่าถึงประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจของไทยเราที่เกิดขึ้นในเดือน ก.ค. 2540 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุคนั้นได้ตัดสินใจลอยตัวค่าเงิน นำพาซึ่งความวินาศสันตะโรมายังประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขกันเกือบ 10 ปี ปัญหาจากวิกฤตจึงทุเลาเบาบางลง
วราพงษ์ ป่านแก้ว
คงยังไม่ล่าช้าจนเกินไปที่จะเล่าถึงประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจของไทยเราที่เกิดขึ้นในเดือน ก.ค. 2540 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุคนั้นได้ตัดสินใจลอยตัวค่าเงิน นำพาซึ่งความวินาศสันตะโรมายังประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขกันเกือบ 10 ปี ปัญหาจากวิกฤตจึงทุเลาเบาบางลง
ที่จริงจะโทษการตัดสินใจลอยตัว ค่าเงินของรัฐบาลก็คงจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะนั่นเป็นแค่ปลายทางที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเช่นนั้น ส่วนต้นทาง มันเกิดจากหลายๆ ส่วน แต่ที่สำคัญที่สุดในความคิดของผมคือ อาการลุ่มหลง กับทุนนิยมเสรี ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วๆ ไป และภาคธุรกิจ จนทำให้ประเทศเดินเข้าสู่หายนะในเวลาต่อมา
เป็นที่ทราบดีว่าในยุคของรัฐบาลป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บริหารประเทศเป็นเวลา 8 ปี ยุคนั้นไทย เราค่อนข้างจะออกแนวอนุรักษนิยมตามสไตล์ข้าราชการบริหารประเทศ แต่ข้อดีก็คือทำให้เรามีเงินออมของประเทศที่แข็งแกร่ง แต่พอสิ้นสุดยุคป๋าเข้าสู่ยุคน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ บริหารประเทศด้วยนโยบาย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เปิด ประเทศต้อนรับการลงทุนจนฟองสบู่ ฟูฟ่อง
การที่เราเปิดประตูกว้างมากเกินไป รับทุนนิยมอย่างเสรีเข้ามาอย่างไม่ยั้งคิด ทำให้เกิดผลเสียตาม ประชาชนฟุ้งเฟ้อ ไปกับเงินทองที่หามาได้ง่ายๆ จากการ เก็งกำไร ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ราคาที่ดินพุ่งพรวดจากการขยายการลงทุน โครงการบ้าน คอนโดมิเนียมผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่ไม่ได้สนองตอบต่อความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยที่แท้จริง
การซื้อขายเก็งกำไร ที่ดิน บ้าน คอนโด เป็นไปอย่างแพร่หลาย แม้แต่แม่ค้าในตลาดก็ยังไปต่อแถวจองคอนโด พอจองเสร็จก็เอาใบจองไปขายต่อคนที่อยู่ปลายแถว ก็ได้กำไรแล้วห้าพันหรือหลักหมื่น ตามแต่ความป๊อปปูลาร์ ของโครงการ
ธุรกิจบัตรเครดิตก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน คนทำงานเงินเดือนเกินหมื่นนิดๆ ก็สามารถมีบัตรเครดิตได้ถึง 3 ใบ หรืออาจจะทำได้มากกว่านั้นถ้าต้องการ เซลส์ขายบัตรเครดิตก็สามารถจัดให้ได้ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า สถานภาพของ ลูกค้ากับลูกหนี้มันต่างกันลิบลับ ยิ่งเมื่อ กลายเป็นหนี้เสียด้วยแล้วจากลูกค้า ก็จะกลับกลายเป็นมหาโจร ที่ต้อง ตามล้างตามเช็ดกันแบบไร้ซึ่งจริยธรรม
ขณะที่ภาคธุรกิจก็ลุ่มหลงกับลูกค้า ที่อู้ฟู่จากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ ผลิตสินค้ามาปรนเปรอ จนเกินพอดี แถมยังกู้เงินนอกประเทศ ตามคำแนะนำแกมบังคับของแบงเกอร์ เอาดอกเบี้ยต่ำมาล่อใจ แต่ลืมคิดถึงการประกันความเสี่ยง
เมื่อกองทุนอีแร้งมหากาฬเริ่มโจมตี ค่าเงินจนเราสู้ไม่ไหว สุดท้ายรัฐบาลก็เลยตัดสินใจปล่อยลอยตัวค่าเงิน ทุกอย่างก็พังทลายเพียงชั่วพริบตา ธุรกิจที่กู้เงินต่างประเทศหนี้สินก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว บริษัทล้ม ไฟแนนซ์ที่ปล่อยกู้ล้มตาม คนตกงาน ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ จ่ายบัตรเครดิต ชีวิตรักล่มสลาย คิดฆ่าตัวตาย ทั่วทั้งประเทศมีแต่ความทุกข์เข็ญอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นั่นคือภาพความเฟื่องฟูที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนปี 2540 และภาพการล่มสลาย ของเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยหลังปี 2540 สร้างความเสียหายทั้ง เชิงเศรษฐกิจ สังคมอย่างใหญ่หลวง และลุกลามไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง กลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งที่กระฉ่อนไปทั่วโลก
ช่วงนั้นสังคมไทยอ่อนแอมาก เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นคนที่ดิ้นรนเอาตัวรอดทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเอง ต้องตกงาน จนลืมเลือนความเป็นเพื่อน พี่น้องในสถานที่ทำงานเดียวกัน เราได้ เห็นคนตามทวงหนี้คนที่ไม่มีปัญญาจะจ่ายหนี้อย่างไม่มีเมตตาธรรมในหัวใจ เพียงเพื่อให้ได้หนี้ตัวเองกลับคืน ทุกสิ่งทุกอย่างดูสิ้นหวังไม่มีทางออก
แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดและเป็นที่พึ่งพิง ทางใจได้ดีที่สุดในยามนั้นก็คือครอบครัว หลายคนกลับบ้านกลับสู่อ้อมกอดของพ่อแม่พี่น้อง กอดคอกันร้องไห้ แบ่งกัน กินแบ่งกันใช้ เติมพลังใจพร้อมเริ่มนับหนึ่งกันใหม่กับชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และอยู่บนความ พอเพียง คำสอนของพ่อที่พร่ำสอนทุกครั้ง ที่มีโอกาส แต่ในวันที่ทุนนิยมครอบงำเรากลับไม่เคยได้ยิน
จนวันนี้ทุกอย่างเด่นชัดแล้วว่า ความพอเพียงคือทางออกสำหรับชีวิตที่ดีที่สุด







