
บ้านปูรุกเชลล์แก๊ส
ประลองยุทธ ผงงอย"สมฤดี ชัยมงคล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) ให้สัมภาษณ์ "โพสต์ทูเดย์" ถึงแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่ด้านพลังงานต้นน้ำคือก๊าซธรรมชาติหรืิอแหล่งเชลล์แก๊ส ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าหรือถึงปี 2563 ว่า ได้ตั้งงบลงทุนไว้อีกประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายลงทุนหาซื้อแหล่งก๊าซมากขึ้นในสหรัฐ หลังจากเริ่มทยอยลงทุนในปี 2559 ต่อเนื่องถึงปีนี้ได้ทยอยใช้เงินลงทุนในแหล่งก๊าซที่มลรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐ ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 207 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ในปี 2563 จะมีกำลังการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบประมาณ 1.3 หมื่นบาร์เรล/วัน ซึ่งปัจจุบันสามารถทำปริมาณผลิตได้ 60% ของเป้าหมายการผลิตดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ประลองยุทธ ผงงอย
"สมฤดี ชัยมงคล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) ให้สัมภาษณ์ "โพสต์ทูเดย์" ถึงแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่ด้านพลังงานต้นน้ำคือก๊าซธรรมชาติหรืิอแหล่งเชลล์แก๊ส ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าหรือถึงปี 2563 ว่า ได้ตั้งงบลงทุนไว้อีกประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายลงทุนหาซื้อแหล่งก๊าซมากขึ้นในสหรัฐ หลังจากเริ่มทยอยลงทุนในปี 2559 ต่อเนื่องถึงปีนี้ได้ทยอยใช้เงินลงทุนในแหล่งก๊าซที่มลรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐ ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 207 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ในปี 2563 จะมีกำลังการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบประมาณ 1.3 หมื่นบาร์เรล/วัน ซึ่งปัจจุบันสามารถทำปริมาณผลิตได้ 60% ของเป้าหมายการผลิตดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้ยังไม่ได้สูงมากนักเพราะรายได้ธุรกิจถ่านหินยังมีขนาดที่ใหญ่ แต่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีโอกาสแนวโน้มเติบโตที่ดีในอนาคตรวมถึงมีอัตรากำไรที่ีดีด้วยโดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทเข้าลงทุนสามารถได้ราคาที่ดีในระยะยาวจะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) ได้ไม่ต่ำกว่า 15% เป็นธุรกิจที่ดีที่รัฐบาลสหรัฐส่งเสริมและมีตลาดอยู่ในสหรัฐ
"ธุรกิจเชลล์แก๊สในอนาคตมีโอกาสเติบโตที่มากแต่ต้องค่อยๆ ทยอยลงทุนเพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงต่างจากธุรกิจพลังงานทดแทนเพราะมีแหล่งตลาดผู้ซื้อที่มีขนาดใหญ่อยู่ในสหรัฐและภาครัฐให้การสนับสนุน"
ด้านธุรกิจหลักถ่านหินมีแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยถ่านหินของบริษัทในเหมืองหลักของบริษัทในอินโดนีเซียปี 2560 จะดีขึ้นประมาณ 12-13 ดอลลาร์/ตัน ตามราคาตลาดที่มีทิศทางดีขึ้นจากปี 2559 ที่ประมาณ 53 ดอลลาร์/ตัน อีกทั้งปีนี้มีแผนจะขุดให้ลึกลงเพื่อให้มีปริมาณสำรองเพิ่มขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 7 ดอลลาร์/ตัน แต่ต่ำกว่าราคาขายที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีให้อัตรากำไรของบริษัทปีนี้ดีขึ้นด้วย
ในปี 2559 บริษัทมีการปรับกลยุทธ์นำถ่านหินจากเหมืองข้างนอกปริมาณ 1 ล้านตัน มาผสมกับถ่านหินจากเหมืองของบริษัทที่ผลิตได้เอง ในปีนี้จะใช้ถ่านหินจากข้างนอกเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน และทยอยขึ้นในปี 2568 จะเพิ่มเป็นประมาณ 5 ล้านตัน เพื่อทำให้คุณภาพถ่านหินดีขึ้นและเหมาะตรงกับความต้องการลูกค้ามากขึ้นด้วย อีกทั้งทำให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทดีขึ้น ในปี 2559 ราคาเฉลี่ยดีขึ้นเฉพาะจากการผสมถ่านหินประมาณ 1 ดอลลาร์/ตัน
แผนระยะกลางถึงยาวมีแผนจะเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินมากขึ้นจากทั้งการขุดให้ลึกลงรวมถึงมองโอกาสในการเข้าซื้อแหล่งถ่านหินใหม่ พร้อมจะจัดบริหารด้านโลจิสติกส์ในอินโดนีเซียถือเป็นระบบกลางน้ำเพื่อทำให้ต้นทุนธุรกิจต้นน้ำลดลงโดยหันมาเริ่มจัดการขนส่งถ่านหินและน้ำมันเองในปี 2560 เป็นครั้งแรกเพราะในอินโดนีเซียแวลูเชนที่ยาวสามารถบริหารด้านต้นทุนได้ค่อนข้างมาก
สถานการณ์ราคาถ่านหินจากต้นปีนี้ถึงปัจจุบันถือว่ามีความสมดุล ราคาถ่านหินได้ผ่านจุดต่ำสุดมานานแล้ว ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 79 ดอลลาร์/ตัน ซึ่งราคามีความผันผวนลดลงจากอดีตจากจุดต่ำสุดจากความกังวลของปัญหาเศรษฐกิจของจีนในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันอุปสงค์ถ่านหินของจีนมีการใช้ในประเทศและการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่มีนโยบายให้ความสำคัญด้าน สิิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ด้านอุปทานประเทศอินโดนีเซียผู้ผลิตส่งออกถ่านหินรายใหญ่ของโลกประกาศแผนพัฒนาด้านไฟฟ้าของประเทศต้องการจะให้กำลังผลิตเป็น 3 หมื่นเมกะวัตต์ จะทำให้การใช้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่คงไม่กระทบการส่งออกให้ลดลงแบบมีนัยสำคัญแต่จะช่วยให้ในฝั่งอุปสงค์มีความสมดุลมากขึ้น ขณะในระยะสั้นช่วงฤดูฝนการส่งออกจาก ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่จะมีปริมาณลดลง
ในระยะ 10 ปีข้างหน้าช่วงราคาประมาณ 75-85 ดอลลาร์/ตัน จะเป็นระดับราคาที่มีความสมดุลทำให้ความต้องการซื้อและความต้องการขายอยู่ในระดับที่สมดุล ปัจจุบันการส่งออกถ่านหินระหว่างประเทศหรือความต้องการใช้ของโลกอยู่ที่ประมาณ 970 ล้านตัน/ปี มีการเติบโตประมาณ 3% ต่อปี ใกล้เคียงกับการเติบโตของการผลิต แต่ถ้ารวมการใช้ถ่านหินในประเทศด้วยทั่วโลกจะมีการใช้ถ่านหินประมาณ 7,700 ล้านตัน ซึ่งยังมีการเติบโตต่อเนื่องเพราะถ่านหินยังเป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะจีนที่มีใช้ถึงประมาณ 60% ของโรงไฟฟ้า ส่วนโรงไฟฟ้าทั่วโลกใช้ถ่านหินสัดส่วนประมาณ 45% เป็นพลังงานหลัก คาดว่าในปี 2578 แนวโน้มโรงไฟฟ้าทั่วโลกจะใช้สัดส่วนถ่านหินลดลงเหลือประมาณ 30% แต่ในด้านปริมาณการใช้ถ่านหินยังเติบโตต่อเนื่องได้ในระดับประมาณ 3-5% ต่อปี แต่แหล่งพลังงานอื่นๆ จะเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่า
สำหรับประเทศความต้องการใช้ถ่านหินที่เริ่มมีแนวโน้มการเติบโตจากประเทศผู้ใช้ใหม่ๆ โดยเฉพาะเวียดนามที่จะนำเข้ามากขึ้นเพื่อรองรับแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าของประเทศที่จะมีจำนวนมาก เพิ่มจากประเทศผู้นำเข้าใช้ถ่านหินรายใหญ่คือจีนกับอินเดีย
ธุรกิจพลังงานปลายน้ำคือไฟฟ้าที่ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทลูก บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) มีแผนจะขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งไม่ได้จำกัดตัวเองมีแผนจะขยายเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าเขื่อนพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียน ประเภทอื่นๆ ด้วย ปัจจุบันมีพอร์ตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมีสัดส่วนที่เป็นพลังงานหมุนเวียนประมาณ 12% พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจพลังงานปลายน้ำใหม่ๆ ที่มีผลจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี







