
การลงทุนในช่วงบาทแข็ง
ดร. สมชัย อมรธรรมผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทยวันนี้ หลายคนเริ่มออกมาพูดมากขึ้นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ผมอาจจะขอใช้โอกาสนี้ในการร่วมวงสนทนาด้วย ว่ามุมมองเป็นอย่างไร รวมถึงแนะนำนักลงทุนว่าควรปรับตัวอย่างไร
ดร. สมชัย อมรธรรมผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
วันนี้ หลายคนเริ่มออกมาพูดมากขึ้นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ผมอาจจะขอใช้โอกาสนี้ในการร่วมวงสนทนาด้วย ว่ามุมมองเป็นอย่างไร รวมถึงแนะนำนักลงทุนว่าควรปรับตัวอย่างไร
ส่วนตัวชอบมองค่าเงินบาทเป็นเสมือนปลาน้อยในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ หากกระแสคลื่นของค่าเงินสกุลหลักพัดไปทางใด ค่าเงินบาทก็มักจะถูกพัดพาไปด้วย ซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อน จึงส่งผลทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น แถมการที่ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาก ยิ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย คือ ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากจากการขายสินค้า ก่อนหน้านี้ หลายคนจะออกมาพูดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเรื่องดี หมายถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของประเทศ ซึ่งก็จริงตามนั้น แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ! การที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็กลายเป็นภาระ ทำให้ความต้องการซื้อบาทมีมากขึ้น ส่งผลให้มีแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
มุมมองจึงยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ ค่าเงินบาทยังมีแรงกดดันค่อนข้างมากที่ทำให้แข็งค่าขึ้นได้อีก
อย่างไรก็ตาม มองว่าความผันผวนย่อมเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในระยะสั้นนี้ หากเกิดความกังวลต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องที่ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ ของโลกจะบังเอิญลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินลงพร้อมกัน หรือปัญหาการเมืองสหรัฐ ทั้งจากการขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การที่พรรครีพับลิกันที่คุมเสียงข้างมากในรัฐสภา แต่กลับ ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายประกันสุขภาพได้ และปัญหาเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ใกล้ถึงกำหนดเส้นตายอีกครั้ง
แล้วในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งนี้ นักลงทุนควรปรับตัวอย่างไร
ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือ คุยถึงค่าเงินบาท "คู่" ไหน โดยปกติเวลาพูดกันว่า "บาทแข็ง" มักจะหมายถึง ค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งปีนี้ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้นมากถึง 6.8% (ณ วันที่ 26 ก.ค. 2560) ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับการซื้อหุ้น คงอยากได้หุ้นที่ราคาขึ้น แต่ในด้านสกุลเงินอยากจะถือสกุลเงินที่แข็งขึ้น แต่เมื่อดอลลาร์อ่อนลงไป 6.8% หมายความว่า หากแลกเปลี่ยนเงินบาทไปเป็นดอลลาร์เมื่อปลายปีก่อน และถือดอลลาร์นั้นไว้เฉยๆ และมาแลกกลับเป็นบาทในวันนี้ จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนไป 6.8% มากพอสมควรทีเดียว
แต่สกุลเงินมีหลากหลาย ซึ่งหากจับคู่บาทกับสกุลเงินอื่นภาพที่ได้ก็จะต่างออกไป เช่น หากจับคู่บาทกับ "เยน" ค่าเงินเยนก็ยังคงอ่อนเทียบกับบาท แต่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลงเหลือ 2.0% แต่ถ้าหากจับคู่บาทกับ "ยูโร" กลับจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 4.8% ในปีนี้ การที่สกุลเงินมีหลากหลายเช่นนี้ จึงไม่ได้หมายความว่า เมื่อข่าวบอกว่าบาทแข็งค่าขึ้นแล้วจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเสมอไป จึงต้องขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่ไปลงทุนมากกว่า ว่าเป็นสกุลเงินอะไร และมีทิศทางอย่างไรเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท
ประเด็นที่สองที่ต้องพิจารณาคือ สินทรัพย์ที่ไปลงทุนเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ในตัวอย่างก่อนหน้านี้ สมมติให้แลกเงินไปเป็นสกุลเงินต่างประเทศและถือไว้เฉยๆ แต่ในความเป็นจริงคงจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ซักอย่าง ผลตอบแทนจากการลงทุนโดยรวมคงต้องขึ้นกับสินทรัพย์นั้นด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปีนี้ทำสถิติ "สูงสุดตลอดกาล" กันแทบจะรายวันเลยทีเดียว ดัชนี S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาถึงเกือบ 11% แต่การที่ดอลลาร์อ่อนลงเมื่อเทียบกับบาท ทำให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปเกือบ 7% แล้วในปีนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนโดยรวมในรูปบาทจึงเหลือเพียง 3% กว่าเท่านั้น ไม่ได้ดูน่า ตื่นเต้นเท่าใดนัก ในทางตรงกันข้าม ในกรณีของอินเดียที่อาจขาดทุนจาก "รูปี" ไป 1.7% แต่การที่ดัชนี Sensex ของอินเดียปรับเพิ่มขึ้นถึง 22% น่าจะมากเกินพอที่จะชดเชยการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น
ประเด็นสุดท้ายที่ต้องพิจารณา คือ ระยะเวลาในการลงทุน หากนักลงทุนต้องการลงทุนในระยะเวลาสั้นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินอาจมีผล กระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่ท่านจะได้ค่อนข้างมาก และในบ่อยครั้งจะมากกว่าการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ที่ท่านเข้าไปลงทุนเสียอีก
แต่ถ้าหากนักลงทุนมีระยะเวลาในการลงทุนที่ค่อนข้างยาวแล้ว การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะมีผลกระทบน้อยลง ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของ ค่าเงินบาท ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกขึ้นในปี 2551 ค่าเงินบาทเคยอ่อนไปที่ระดับ 36 บาท/ดอลลาร์ (หรืออ่อนกว่านั้นเล็กน้อย) อยู่ 2 ครั้ง คือตอนกลางปี 2552 และอีกครั้งในปี 2558 ในทาง ตรงกันข้าม ค่าเงินบาทเคยแข็งมากสุดที่ระดับประมาณ 28.6 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงปี 2556 จะเห็นว่ากรอบในการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาถือว่ากว้างทีเดียว ประมาณ 21% แต่ถ้าหารเฉลี่ยต่อปีง่ายๆ ก็จะตกปีละ 2% เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้จากสินทรัพย์ที่ไปลงทุน ดังนั้น ในมุมมองการลงทุนระยะยาวแล้ว น่าจะให้ความสำคัญกับทิศทางของสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนเสียมากกว่า
โดยรวมแล้ว แม้ว่ามองว่าค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งจะค่าขึ้น แต่ก็เมื่อเทียบกับดอลลาร์เป็นหลัก ขณะที่ค่าเงินบาทเทียบกับสกุลอื่นอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ยังคงเห็นความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศ และในมุมมองระยะยาวแล้ว ยังแนะนำนักลงทุนให้เน้นการลงทุนในกลุ่มประเทศยุโรปซึ่งยังอยู่ในช่วงต้นการของการฟื้นตัว และกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง อย่างเช่น จีน และอินเดีย เป็นต้น และหากตลาดเกิดมีความผันผวนเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 นี้ ก็อาจเป็นโอกาสดีที่จะเข้าลงทุนนะครับ n







