
ไฟเขียวสินเชื่อเงินกู้ฉุกเฉิน
ผู้ประกอบการมั่นใจเกณฑ์ใหม่ ไม่เพิ่มหนี้นอกระบบ หลัง ธปท.ให้เพิ่มวงเงินฉุกเฉินสินเชื่อบุคคลได้ จากเดิมไม่มี
ผู้ประกอบการมั่นใจเกณฑ์ใหม่ ไม่เพิ่มหนี้นอกระบบ หลัง ธปท.ให้เพิ่มวงเงินฉุกเฉินสินเชื่อบุคคลได้ จากเดิมไม่มี
น.ส.ณญาณี เผือกขำ ประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เพื่อสรุปรายละเอียดการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแล สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดย ธปท.อนุญาตผู้ประกอบการให้วงเงินเพิ่มพิเศษแก่ลูกค้าได้จากเดิมสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีการให้วงเงินเพิ่มฉุกเฉิน
ทั้งนี้ เงื่อนไขการขอวงเงินเพิ่มพิเศษ ระบุว่า ลูกค้าที่ขอวงเงิน สินเชื่อเพิ่มต้องแจ้งรายละเอียดในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินว่ากู้เพิ่มเพื่อไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดและพิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถชำระคืนตามกำหนด โดยลูกค้าเก่าขอวงเงินเพิ่มเติมได้เลยแต่ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
สำหรับลูกค้าใหม่ขอสินเชื่อจะเป็นตามเกณฑ์ใหม่ รายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาทได้วงเงินต่อรายได้ไม่เกิน 1.5 เท่า/แบงก์ และกรณีฉุกเฉินขอเพิ่มวงเงินแบงก์เดิมได้แต่ไม่เกิน 5 เท่า แต่ต้องระบุเหตุผลให้ชัดพร้อมแสดงหลักฐานภายใน 3 เดือน เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ก็แสดง ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
ขณะที่การอนุญาตให้วงเงินเพิ่มพิเศษสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปิดความเสี่ยงการออกไปหาเงินกู้นอกระบบได้ เพราะผู้ที่ขอสินเชื่อฉุกเฉินหรือต้องกู้นอกระบบมักมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น เมื่อเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่ง เงินกู้ที่ถูกกฎหมาย ก็ลดประเด็นการไหลออกไปกู้นอกระบบได้
นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต กล่าวว่า ธุรกิจบัตรเครดิตได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ของ ธปท.ไม่มาก เนื่องจากคุมเฉพาะวงเงิน ไม่ได้คุมจำนวนบัตร ประกอบกับพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตส่วนใหญ่ใช้จ่ายประจำวันแทนเงินสด มีหมวดใช้จ่ายฟุ่มเฟือยน้อยมาก ส่วนกดเงินสดมีเพียง 5% ของยอดใช้จ่าย
"ทางชมรมบัตรเครดิตและ สินเชื่อส่วนบุคคล ทำงานร่วมกับ ธปท.มาหลายสัปดาห์มาก เราเห็นพ้องกับเป้าหมายการดูแลวินัยทางการเงิน และพร้อมขานรับ โดยเฉพาะการให้ความรู้ทางการเงินเรื่องหนี้ และการออมแก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะทยอยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ" นายฐากร กล่าว
นายฐากร กล่าวว่า มีผลกระทบกับธุรกิจทั้งการลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 18% ทำให้รายได้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตหายไปคร่าวๆ 10% ขณะที่การจำกัดเพดานสินเชื่อบุคคล 1.5 เท่า/แบงก์ ทำให้ลูกค้าใหม่ที่รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทลดลงประมาณ 10%
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรลดลงแน่นอนจาก รายได้ดอกเบี้ยลดลง วงเงินสินเชื่อ ต่อลูกค้าก็ลดลง ต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้อง ซึ่งมีทั้งการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพ แต่การเพิ่มวินัยการเงินทำให้หนี้เสีย ลดลง ต้นทุนการตั้งสำรองก็น้อยลงไปด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและเกณฑ์กำกับดูแล โดยฐานลูกค้าใหม่ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 7 แสนบัญชี จากเป้าเดิมประมาณ 9 แสนบัญชี ซึ่ง 7 เดือนแรกมีลูกค้าใหม่ 4.5 แสนบัญชี แบ่งเป็น บัตรเครดิตกว่า 2 แสนบัญชี และสินเชื่อส่วนบุคคลประมาณ 1.9 แสนบัญชี







