
ลงทุนแบบนี้ มีชัยไปกว่าครึ่ง
เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ บางกอกโพสต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เงินฝากในธนาคารของพวกเราจึงกำลังจะกลายเป็น "การขาดทุนแบบทบต้น" เข้าไปทุกวัน ดังนั้นทุกคนต้องจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยอมรับได้ ปัจจุบันทางเลือกทางการลงทุนมีมากมายหลากหลาย การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี
เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ บางกอกโพสต์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เงินฝากในธนาคารของพวกเราจึงกำลังจะกลายเป็น "การขาดทุนแบบทบต้น" เข้าไปทุกวัน ดังนั้นทุกคนต้องจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยอมรับได้ ปัจจุบันทางเลือกทางการลงทุนมีมากมายหลากหลาย การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี
เชื่อว่านักลงทุนต่างรู้ดีว่า "ความไม่รู้" คือความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อเรา "รู้" คือมีความรู้ มีการศึกษาค้นคว้า จนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ความไม่รู้ก็จะหมดไป ความเสี่ยงก็จะลดลง ใครไม่เชื่ออยากให้ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักลงทุนที่ขาดทุน กับนักลงทุนที่ได้กำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากรายงานสำรวจพฤติกรรมนักลงทุนดังต่อไปนี้
สถาบันวิจัยเพี่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น สำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เน้นลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน พบว่านักลงทุนรายย่อยที่มีผลกำไรจากการลงทุนมากกว่า 15% มีพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างกัน
รายงานชิ้นนี้ได้เปิดเผย 10 พฤติกรรมการลงทุนที่จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และ 10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยเป็นการสำรวจข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบไปด้วยนักลงทุนทุกเพศทุกวัย ประกอบด้วย นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปจนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากกว่า 10 ปี
พฤติกรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ 10 สูตร
1.ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุนทั้งความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น วิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย การขึ้นเครื่องหมายในการซื้อขาย กระบวนการรับเงินปันผล ฯลฯ
2.กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุนรวม และการลงทุนในทองคำ เป็นต้น
3.วางหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการลงทุนในหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า เช่น กำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน กำหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน
4.กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์ ซึ่งนักลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ กำหนดอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้อยู่ที่ 1-5%
5.ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรือมีวินัยในการลงทุน เพื่อเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้
6.ใช้ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในระดับที่มาก โดยมีการพิจารณาปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยด้านภาวะอุตสาหกรรม ปัจจัยด้านบริษัทที่ลงทุน ปัจจัยที่เกี่ยวกับภาวะตลาดหลักทรัพย์โดยรวม
7.ทยอยซื้อหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ทยอยซื้อหลักทรัพย์แต่ละหลักทรัพย์ จำนวน 2-3 ครั้ง และในช่วงตลาดขาขึ้น ไม่ซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยเกินไป
8.มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างเช่น ซื้อหุ้นเพิ่มเติมเมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มว่าจะขึ้นจากการประเมินด้านเทคนิค ซื้อหุ้นตามแนวเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) ขายหุ้นเมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มว่าจะลง ขายหุ้นตามแนวต้านหรือเมื่อหลุดแนวรับ เป็นต้น
9.บันทึกการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
10.ติดตามข้อมูลของบริษัทที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุน รวมทั้งสภาวะตลาดเป็นประจำและสม่ำเสมอ
10 พฤติกรรมที่นำไปสู่ความผิดพลาด
(ควรหลีกเลี่ยง)
1.ไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน
2.ไม่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน
3.ไม่วางแผน หรือไม่มีแนวทางการลงทุน ลงทุน สะเปะสะปะ
4.ไม่มีการกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์
5.ไม่มีวินัยในการลงทุน ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนการลงทุนที่วางไว้
6.ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคค่อนข้างน้อย แต่มักซื้อขายหุ้นตามข่าวลือ
7.ไม่มีการทยอยซื้อหุ้น มักจะซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งในช่วงตลาดขาขึ้น
8.มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น ซื้อหุ้น ที่มีปริมาณซื้อขายมาก หรือซื้อหุ้นตอนหุ้นวิ่งแต่ราคาไม่ปรับตัวขึ้นเลยขาย
9.ไม่จดบันทึกการซื้อขาย
10.ไม่ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอหรือไม่เพียงพอ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี อย่าลืม "เลือก" เป็นนักลงทุนที่ดีด้วย เริ่มจาก 10 พฤติกรรมนำไปสู่ความสำเร็จ 10 รับรองว่าคุณจะมีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้นๆ และเพิ่มขึ้น n
(ขอบคุณข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)







