
ไทยเสี่ยง 'ทศวรรษที่สูญหาย' (คอลัมน์ "โลกมองไทย")
*** โลกมองไทยค่ะนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ได้ลงบทความเรื่อง "เหตุใดไทยจึงเสี่ยงเผชิญกับทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ" โดยวิพากษ์ว่า แม้การเข้ามาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะช่วยคลี่คลายการติดหล่มทางการเมืองอันเรื้อรังของไทยได้ ทว่าผลงานด้านอื่นๆ กลับยังไม่น่าพอใจนัก
*** โลกมองไทยค่ะ
นิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ได้ลงบทความเรื่อง "เหตุใดไทยจึงเสี่ยงเผชิญกับทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ" โดยวิพากษ์ว่า แม้การเข้ามาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะช่วยคลี่คลายการติดหล่มทางการเมืองอันเรื้อรังของไทยได้ ทว่าผลงานด้านอื่นๆ กลับยังไม่น่าพอใจนัก
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นผ่านการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยซึ่งอยู่ที่ราว 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ที่ 6% และอินโดนีเซีย 5% แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายและการมุ่งเติบโตระยะสั้น ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ
วิลเลียม เปเซค ผู้เขียนและอดีตคอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กให้มุมมองว่า ความล้มเหลวอย่างแรกคือ การ ขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) ได้ช้าเกินไป ซึ่งหากไทยต้องการส่งเสริมให้บริษัทระดับโลกอย่างโตโยต้า หรือซัมซุง เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตให้มากขึ้น ก็จำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า และเอื้อให้โครงการลงทุนต่างๆ สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น
ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งของไทยคือ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3% ของขนาดเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ย่ำแย่ที่สุดตัวหนึ่งของเอเชียในปีนี้ด้วย
นอกจากนี้ ไทยยังมีปัญหาทรัพยากรมนุษย์และช่องว่างเหลื่อมล้ำด้านทักษะแรงงาน โดยในการทดสอบ PISA จัดทำโดยองค์การเพื่อความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ไทยได้อันดับเพียง 54 จาก 70 ประเทศ ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 และเวียดนามอยู่ในอันดับ 8 ทว่าการแก้ปัญหาของไทยกลับเป็นไปในทิศทางที่เป็นเพียงระยะสั้น ไม่ใช่ปรับระบบการศึกษาให้ทันสมัยเพื่อการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์นวัตกรรม
"แม้การยกระดับการศึกษาไทยจะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคุณเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 20 ในรอบ 17 ปี ทว่านี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับรัฐบาลในการยกระดับอุตสาหกรรม หรือ 'ไทยแลนด์ 4.0' เพื่อเพิ่มรายได้ประชากรและเอาชนะกับดักรายได้ปานกลาง" เปเซค กล่าวและระบุด้วยว่า ไทยยังมีปัญหาเรื่องการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย ซึ่งต้องการการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหานี้
เปเซค ระบุว่า ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจจากการส่งออก โดยคิดเป็น 70% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงยากมากหากเผชิญกับนโยบายปกป้องการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ หรือเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ขณะที่นโยบายปัจจุบัน เช่น การให้แรงจูงใจทางการเงินกับพื้นที่ในชนบท ยังกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ระยะสั้น ทางออกจึงควรอยู่ที่การปฏิวัติการศึกษา เพิ่มศักยภาพการผลิต และมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะพาไทยไปในทิศทางใดในอีก 10 ปีข้างหน้า
"ประเทศไทยมีอาวุธที่ดีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ก็คือ ปรับเป้าหมายทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของอาวุธเท่านั้น" เปเซค กล่าวทิ้งท้าย n







