
ก้าวแรกแก้หนี้ครัวเรือน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเริ่มใช้กฎระเบียบใหม่ในการกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับการก่อหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชน ไม่ให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีหนี้มากกว่ารายได้จนเกินความสามารถในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้พอกหางหมูในที่สุด
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเริ่มใช้กฎระเบียบใหม่ในการกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับการก่อหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชน ไม่ให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีหนี้มากกว่ารายได้จนเกินความสามารถในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้พอกหางหมูในที่สุด
แนวทางกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่นี้ เป็นการกำหนดวงเงินสินเชื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ โดยกำหนดให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ให้ได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ รายได้ 3-5 หมื่นบาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่า และ รายได้ตั้งแต่ 5 หมื่นบาทขึ้นไป วงเงินไม่เกิน 5 เท่า โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมเฉพาะลูกค้ารายใหม่
ขณะที่มาตรการด้านสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ได้ปรับวงเงินสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน ให้ได้รับวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลจากผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไม่เกิน 3 ราย ผู้มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาทขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวนผู้ประกอบการ มาตรการทั้งสองด้านนี้จะมีผลต่อลูกค้ารายใหม่เท่านั้น ส่วนลูกค้ารายเก่าก็ให้คงเดิมไว้
แต่มาตรการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ทั้งหมดเป็นเรื่องของการลดดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตสูงสุดลงมาจาก 20% เหลือ 18% ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีประชาชนที่ได้ประโยชน์ถึง 6.7 ล้านคน ที่ถือบัตรเครดิตรวมกัน 19.8 ล้านใบ เพราะเป็นการลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ทั้งหมด
นี่เป็นก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเจตนารมณ์ของการแก้ไขระเบียบการให้สินเชื่อบุคคลครั้งนี้ ทางภาครัฐเองมีความต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนไม่ให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงอยากให้การก่อหนี้เป็นไปตามความสามารถในการชำระหนี้ แต่การก่อหนี้ของประชาชนมีหลายระดับ ประชาชนที่มีรายได้มากพอที่จะกู้ในระบบได้ ก็เข้ามาใช้สินเชื่อในระบบ แต่ในขณะเดียวกันประชาชนอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าจริงๆ ยังเข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อถูกกฎหมายก็ยังคงต้องใช้บริการเงินกู้นอกระบบต่อไป
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะต้องติดตามต่อไป เพราะแม้จะเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนเพื่อทำธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ คือให้ปล่อยเงินกู้รายย่อยได้โดยให้คิดดอกเบี้ยไม่เกินกฎหมายกำหนด และการติดตามทวงหนี้ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจะทำได้เฉพาะในท้องถิ่นเท่านั้น นอกจากนี้ก็เปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบทำนาโนไฟแนนซ์ คือให้เงินกู้กับลูกค้ารายย่อยในขนาดที่ใหญ่ขึ้น มีความต่างจากพิโกไฟแนนซ์คือการให้กู้ข้ามจังหวัดได้
แม้จะมีช่องทางออกให้ แต่หากคนที่ไม่มีทางเลือกอย่างไรเสียก็จะหันไปหาเงินกู้นอกระบบอยู่ดี และก็มีความเป็นไปได้ว่าหากวงเงินกู้ในระบบเต็ม คนที่จำเป็นต้องใช้เงินก็จะหันไปหาหนี้นอกระบบอยู่ดี
หากการหวังดีแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ รัฐบาลก็จะต้องหาข้อมูลต่อไปว่าการก่อหนี้นอกระบบนั้นมาจากสาเหตุใดกันแน่ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ทั้งนี้เจ้าหนี้นอกระบบจะหมดไปหากความต้องการเงินกู้ไม่มี แต่ถ้ายังมีคนต้องการใช้สินเชื่อนอกระบบอยู่ จะให้ธุรกิจนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจก็คงจะยาก เช่นเดียวกับปัญหาเจ้ามือหวยใต้ดิน







