posttoday
‘อุปกรณ์อัจฉริยะ’ หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต

‘อุปกรณ์อัจฉริยะ’ หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต

24 กรกฎาคม 2560

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2560 การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาเป็นบวกอีกครั้งในรอบสองปี โดยคาดว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะมีมูลค่า 34,670-35,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7.2-9.4 (ค่ากลาง 8.3) จากปี 2559 ที่หดตัวราวร้อยละ 0.8

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2560 การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาเป็นบวกอีกครั้งในรอบสองปี โดยคาดว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะมีมูลค่า 34,670-35,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7.2-9.4 (ค่ากลาง 8.3) จากปี 2559 ที่หดตัวราวร้อยละ 0.8

ทั้งนี้ การเติบโตของการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2560 น่าจะได้รับปัจจัยหนุนหลักอยู่ 3 ประการ คือ 1) การเติบโตของการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อันเนื่องมาจากการอยู่ในช่วงเวลาของวัฏจักรการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์จากอายุการใช้งานในตลาดโลก 2) การเติบโตของการส่งออกวงจรรวมจากแรงหนุนของเทรนด์อุปกรณ์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมต่างๆ และ 3) การเติบโตของการส่งออกสมาร์ทโฟนจากการที่มีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติญี่ปุ่นรายหนึ่งเข้ามาตั้งฐานการผลิตและส่งออกในไทย

อย่างไรก็ตาม ตามที่คาดการณ์ว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2560 จะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาเป็นบวกอีกครั้งในรอบสองปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการส่งออกของไทย เนื่องจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะสูงถึง 34,670-35,370 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวร้อยละ 7.2-9.4 จากปี 2559 ที่หดตัวราวร้อยละ 0.8 โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักมาจากการเติบโตของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์อยู่ 3 ประเภท ได้แก่ การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของคอมพิวเตอร์ วงจรรวม และสมาร์ทโฟน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราวร้อยละ 56 ของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้สามารถวิเคราะห์รายละเอียดของปัจจัยหนุนดังกล่าว ดังนี้

การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive : HDD)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2560 การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ของไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น อันเนื่องมาจากวัฏจักรการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์จากอายุการใช้งานในตลาดโลก (ทุกๆ 5-7 ปี) ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูความต้องการคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของตลาดโลกในช่วงปี 2553-2555 จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง เฉลี่ยราวร้อยละ 11.2 ต่อปี และถึงแม้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอมพิวเตอร์ได้รับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แต่จากปัจจัยบวกทางด้านวัฏจักรการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดคอมพิวเตอร์โลกส่งสัญญาณฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขมูลค่าการนำเข้าคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของโลกในไตรมาสแรกของ ปี 2560 ที่พลิกกลับมาขยายตัวอยู่ราวร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

เมื่อหันกลับมาพิจารณาถึงการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทย จะพบว่า ไทยมีสัดส่วนการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์มากที่สุดของการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยทั้งหมด ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การฟื้นตัวของความต้องการคอมพิวเตอร์ในตลาดโลกตามที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ที่จะส่งผลต่อเนื่องให้ความต้องการใช้ศูนย์บริการเก็บข้อมูล (Data Center) เพิ่มสูงขึ้น น่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2560 โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยในปี 2560 น่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 จากปี 2559

การส่งออกวงจรรวม (Integrated Circuit : IC)

ปัจจุบันความต้องการวงจรรวมในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น โดยการทำงานแบบระบบอัจฉริยะดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยวงจรรวมที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำคัญอย่างเซ็นเซอร์และส่วนประมวลผลในการทำงาน จึงทำให้ตลาดวงจรรวมของโลกมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าการนำเข้าวงจรรวมและส่วนประกอบของโลกที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยราวร้อยละ 4.3 ต่อปี (ช่วงปี 2556-2559) และน่าจะส่งผลบวกต่อประเทศผู้ผลิตและส่งออกวงจรรวมให้มีภาพรวมการส่งออกวงจรรวมที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการผลิตและส่งออกวงจรรวมของไทยในปัจจุบัน พบว่า ไทยมีการผลิตวงจรรวมโดยบริษัทต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งบริษัทต่างชาติเหล่านั้นอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะ ดังนั้นวงจรรวมของไทยส่วนใหญ่จึงถูกส่งออกไปยังประเทศผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอัจฉริยะ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน เป็นต้น โดยมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกในปี 2559 ประมาณร้อยละ 23.8 ของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด วงจรรวมจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกแรงหนึ่งสำหรับการเติบโตของการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยโดยรวม ทั้งนี้ จากความต้องการวงจรรวมในตลาดโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์ผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจของตลาดที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริโภคในกลุ่มตลาดดังกล่าวมักนิยมใช้ผลิตภัณฑ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวัน ย่อมส่งผลดีต่อการส่งออกวงจรรวมของไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2560 การส่งออกวงจรรวมและส่วนประกอบของไทยน่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 จากปี 2559

การส่งออกสมาร์ทโฟน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกสมาร์ทโฟนของไทยในปี 2560 น่าจะมีการเติบโตอย่างโดดเด่น อันเนื่องมาจากการที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนและญี่ปุ่น เพื่อมาตั้งโรงงานสำหรับการผลิตและส่งออกสมาร์ทโฟนในประเทศไทยในช่วงปี 2558-2559 ที่ผ่านมา และเริ่มการผลิตอย่างจริงจังในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2559 โดยมีเป้าหมายการส่งออกสมาร์ทโฟนสำหรับกลุ่มตลาดบนไปยังกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี สวีเดน เป็นต้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออก สมาร์ทโฟนของไทยเติบโตสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนจากการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยในปี 2559 ที่ผ่านมาที่มีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 22 จากปี 2558 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 มูลค่าการส่งออกโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 287.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกสมาร์ทโฟนของไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าท้ายมากขึ้นในระยะข้างหน้า เนื่องจากแบรนด์คู่แข่งน่าจะทำการตลาดที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มตลาดบน ขณะที่กลุ่มผู้ใช้งานรายใหม่เริ่มมีการเติบโตที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับภาพรวมในปี 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยน่าจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2560 อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นปัจจัยสนับสนุนชั่วคราวและน่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อถึงช่วงกลางถึงปลายของวัฏจักรการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ในตลาดโลก รวมถึงการส่งออกสมาร์ทโฟนของไทยที่น่าจะขยายตัวในวงจำกัดในระยะข้างหน้าจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสมาร์ทโฟนโลก ทำให้การส่งออกสมาร์ทโฟนของไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จของแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นดังกล่าวในตลาดโลก ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2561 การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยน่าจะมีมูลค่าประมาณ 36,070-36,800 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ในกรอบราวร้อยละ 3-5.1 จากปี 2560

ในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัย กสิกรไทย มองว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลากหลายประการ อาทิ ความท้าทายจากเทรนด์การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปสู่เทคโนโลยีโซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive : SSD) เทรนด์การพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างเซ็นเซอร์และส่วนประมวลผลที่ซับซ้อนมากขึ้น อันเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในอุปกรณ์อัจฉริยะที่น่าจะมีศักยภาพเติบโตขึ้นอีกมากในระยะข้างหน้า รวมไปถึงความท้าทายจากคู่แข่งในตลาดที่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและมีความสามารถในการทำการตลาด ดังนั้นการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตอบสนองต่อเทรนด์เทคโนโลยีในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะ รวมไปถึงอุปกรณ์สมัยใหม่สำหรับการจัดเก็บข้อมูลอย่างโซลิด สเตตไดรฟ์ อย่างไรก็ดีปัจจุบันไทยยังต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาด้านการขาดแคลนเทคโนโลยีและบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่งผลให้ไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี

ดังนั้น การเติบโตอย่างยั่งยืน ของกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยจึงจำเป็นต้องมีการเร่งการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นต้นน้ำเป็น ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการ ต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีในระยะยาว นอกจากนี้การเลื่อนขั้นในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยอาจต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัย ที่ต้องการการผลักดันอีกมาก ในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท